“ศักดิ์สยาม” หารือกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นพลิกฟื้นเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมสู้โควิด
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีและภาคเอกชนกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง – ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ครั้งที่ 13 ผ่านระบบ Videoconference
โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกายด้วย นายชิเงฮิโระ ทานะกะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) รัฐมนตรีหรือผู้แทนรัฐมนตรี 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะผู้ประสานงานหลัก (National Coordinator) กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง – ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนภาคเอกชน 5 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง – ญี่ปุ่น ผู้แทนองค์กรหุ้นส่วนการพัฒนา ได้แก่ ADB JBIC JICA JETRO NEDO Mekong Institute และ UNESCAP
สำหรับการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น รับทราบอุปสรรค และหารือแนวทางการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงระยะที่ 2 ปี 2562 – 2566 (MIDV2.0)
ในการนี้ทุกประเทศได้นำเสนอโครงการความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในแต่ละเสาหลักภายใต้ MIDV2.0 เพื่อการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และการตอบสนองอย่างแข็งขันต่อผลกระทบและความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19
นอกจากนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแผนงานโครงการที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานต่อวิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระยะที่ 2 ปี 2562 – 2566 (MIDV2.0) โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน
ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความเชื่อมโยง ทั้งด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ ด้านนวัตกรรมเชิงดิจิทัล และด้านการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายไทย ได้นำเสนอแผนงานโครงการสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ MIDV2.0 และเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบและความท้าทายจากการแพร่ระบาดของCOVID-19

และได้เน้นย้ำถึงการเร่งปรับปรุงกฎระเบียบการข้ามแดนระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะความร่วมมือภายใต้ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CBTA) และการพัฒนาระบบศุลกากร ณ จุดเดียว (ASEAN Single Window) ให้มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน
เพื่อให้เกิดการข้ามแดนที่ปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ลดความแออัดบริเวณหน้าด่าน ดำเนินงานแบบเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมในอนุภูมิภาคไม่ขาดช่วง
นอกจากนี้ ประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ( IoT) และมุ่งส่งเสริมรูปแบบทางธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงการเน้นย้ำให้มีแนวทางที่ชัดเจนเพื่อเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผู้แทนภาคเอกชนประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและญี่ปุ่นได้เสนอประเด็นความร่วมมือสำคัญเพื่อปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ การเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและการบริการ การส่งเสริมขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs การเร่งดำเนินการภายใต้ความตกลง CBTA และระบบศุลกากร ณ จุดเดียวในอาเซียน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และการเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยี การนำใช้เครื่องมือ ICT ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งเพื่อการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นที่ได้จากการประชุมฯ ประเทศญี่ปุ่นจะได้ใช้เป็นข้อมูลในการให้ความร่วมมือสนับสนุนแผนงานโครงการที่ถูกนำเสนอขึ้นมาโดยประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีประเทศลุ่มแม่น้ำโขง – ญี่ปุ่น ในการประชุมระดับรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง – ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ครั้งที่ 12 ในเดือนกันยายน 2563 ณ ประเทศเวียดนาม ต่อไป
