ปลุกผีกองเรือทูน่าลดนำเข้า ดัน ‘ภูเก็ต’ ศูนย์โรงงานแปรรูป
สมาคมประมงนอกน่านน้ำฯ-หอการค้าภูเก็ตฟื้นกองเรือทูน่าไทย หลังได้สิทธิจับปลาทูน่าจาก IOTC ของบฯรัฐ 1,000 ล้านต่อเรือเอง10 ลำ หอการค้าภูเก็ตเดินสายใช้กลยุทธ์ทางลัดเจรจาไต้หวันขอซื้อเรือก่อน 4 ลำ วาดฝันเปิดโรงงานแปรรูปปลา เปิดตลาดอาหารทะเลฟื้นเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้สมาคมได้หารือกับกรมประมง เพื่อผลักดันในการจัดตั้ง “กองเรือเบ็ดราวทูน่าไทย” จากกรณีที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tuna Commission-IOTC) ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรปลาทูน่า โดยประเทศไทยสามารถจัดตั้งกองเรือทูน่าได้ 60 ลำ และมีการจ่ายค่าสมาชิกทุกปี “แต่ไทยยังไม่มีกองเรือทูน่าเป็นของตัวเอง”
ดังนั้นในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สมาชิกจึงได้หารือกับทางจังหวัดภูเก็ต เพื่อเสนอให้รัฐบาลตั้งงบประมาณวิจัยในการจัดตั้งกองเรือประมงแห่งชาติ เบื้องต้นของบประมาณมาเพื่อต่อเรือทูน่าประมาณ 10 ลำ วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนที่ตกงานจำนวนมากในตอนนี้ และยังสามารถลดการนำเข้าทูน่าจากต่างประเทศได้หลายพันล้านบาท โดยจะใช้จังหวัดภูเก็ตเป็นฐานในการจอดเรือในอนาคต สามารถเพิ่มจำนวนเรือทูน่าขึ้นไปได้ถึง 60 ลำ
นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภาคเอกชนในจังหวัดภูเก็ตพยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมทูน่ากลับมารุ่งเรืองอีกครั้งเหมือนช่วงปี 2555-2557 หลังจากที่ธุรกิจประมงในจังหวัดภูเก็ตต้องเผชิญกับกฎระเบียบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้กองเรือทูน่าของจีนและไต้หวันประมาณ 100-200 ลำต่อปีที่เคยเข้ามาจอดเทียบท่าในจังหวัดภูเก็ต “ต้องหายไป” เพราะเรือประมงเหล่านั้นทำผิดกฎ IUU ทำให้โรงงานแปรรูป 7 แห่งในภูเก็ตไม่มีวัตถุดิบ และปัจจุบันเหลือเปิดดำเนินการอยู่แค่ 2 แห่งเท่านั้น เพราะต้องสั่งวัตถุดิบนำเข้าเข้ามาแปรรูปด้วยต้นทุนที่สูง “โรงงานไปไม่รอด” รวมถึงรายได้กองเรือทูน่าจะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยบนบกก็หายไป คิดเป็นความสูญเสียประมาณปีละกว่า 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ตามกฎหมายเรือจับปลาทูน่าใหม่ที่จะเข้าจอดเทียบท่าเรือภูเก็ตได้จะต้องเป็นเรือสัญชาติไทย ชักธงไทย ถือหุ้นโดยคนไทย 70% ต่างชาติ 30% และแบ่งปันผลกำไรกันตามสัดส่วนหุ้น ดังนั้นทางภาคเอกชนภูเก็ตจึงมีแนวคิดจะจัดตั้ง
“บริษัทกลาง” ขึ้นมา อาจจะเป็นลักษณะวิสาหกิจชุมชน กิจการเพื่อสังคม (social enterprise : SE) เป็นบริษัทมหาชนของคนภูเก็ต มีคณะกรรมการบริหารเหมือนบริษัทมหาชน และเชิญนักธุรกิจที่สนใจเข้ามาลงทุนเพื่อซื้อเรือจับปลาทูน่า โดยเบื้องต้นจะเข้าไปซื้อหุ้นเรือทูน่า 4 ลำของไต้หวันที่ได้ไปเจรจากันไว้แล้ว โดยปัจจุบันเรือจอดอยู่ที่เกาะมัลดีฟ และต้องการเข้ามาจอดที่ภูเก็ต เนื่องจากเจ้าของเรือมีภรรยาเป็นคนไทย ส่วนการปรับปรุงเรือให้ถูกต้องตามกฎระเบียบต่าง ๆ นั้น มีเพียงลงทุนเพิ่มเครื่องยนต์ต่าง ๆ เข้าไป และสามารถออกไปจับปลาในน่านน้ำสากลได้ โดยนำส่งปลาทูน่าเข้ามาที่จังหวัดภูเก็ต
“บริษัทกลางที่จัดตั้งขึ้นเราไม่ต้องการกำไรเยอะ บริษัทนี้ต้องการแค่ให้มีปลาเข้ามา ให้มีรายได้ในระดับที่เลี้ยงพนักงาน และมีรายได้ที่เกิดจากการที่คนเรือขึ้นมาจับจ่ายซื้อสินค้า จะเกิดเงินหมุนเวียนนับ 1,000 ล้านบาท และเราจะเอาบริษัทกลางไปขอสัมปทานในการทำเรื่องตลาดปลาต่อไป ตอนนี้กำลังดูวงเงินลงทุนกันอยู่” นายธนูศักดิ์กล่าว
ล่าสุดนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการ โดยมีนายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธาน มีประมงจังหวัดเป็นเลขานุการ เพื่อผลักดันแนวคิดกองเรือทูน่าผ่านกรมประมง เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป เนื่องจากการจัดตั้งกองเรือทูน่าของไทยยังติดขัดในเรื่องกฎหมายบางฉบับอยู่
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีบทเรียนถึงความ “ล้มเหลว” ในเรื่องของการจัดตั้งกองเรือทูน่าในอดีต โดยในช่วงปี 2541-2543 สหกรณ์ประมงทูน่าน้ำลึกไทย ได้ตั้งกองเรือทูน่าขึ้นมา
โดยนำร่องใช้เรืออวนล้อม “มุกมณี” จับปลาทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย ปรากฏว่าจากการออกเรือประมาณ 11 ครั้งผลประกอบการขาดทุนจนมีหนี้สินสะสมถึง 40 ล้านบาท จากการขาดประสบการณ์ในการจับปลาและราคาทูน่าตกต่ำ ต่อมากลุ่มไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ โดยบริษัทไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรมในขณะนั้นก็ประกาศจัดตั้งกองเรือไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปขึ้นมาเช่นกันในปี 2550