Skip to content

‘กสิกรไทย’หั่นจีดีพีหด-10% จี้อัดเงิน1.3ล้านล้าน พยุงจ้างงาน

31 ส.ค. 2563 | 16:24น.
‘กสิกรไทย’หั่นจีดีพีหด-10% จี้อัดเงิน1.3ล้านล้าน พยุงจ้างงาน

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” หั่นจีดีพีปี’63 หดตัว -10% ประเมินรัฐต้องอัดเงินอุ้มจ้างงานเอสเอ็มอีอีก 1.3 ล้านล้านบาท ในช่วง 6-8 เดือนข้างหน้า ชี้เฟดเปลี่ยนนโยบายเงินเฟ้อหนุน “บาทแข็ง” ตลอดปี “บลจ.กสิกรไทย”จับตา 5 ปมเศรษฐกิจโลกเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี รวมถึงการเมืองในประเทศ ด้าน สศค.ชี้ไตรมาส 3 เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยคาดว่าจีดีพีจะหดตัว-10% ต่อปีมากกว่าครั้งก่อนหน้านี้ที่คาดไว้ -6% โดยปัจจัยหลักมาจากการท่องเที่ยวและส่งออกที่ถดถอย ซึ่งเศรษฐกิจไทยจะทยอยฟื้นตัวในปลายปีนี้และต้นปี 2564 ในลักษณะแบบ “U shaped” หากไม่มีการระบาดรอบ 2 มีการเปิดประเทศบางส่วน และมีมาตรการเข้ามาดูแลผู้ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่วัคซีนที่จะเข้าถึงคนไทยทุกคนได้ภายในปลายปี 2564-2565

ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล
ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล

“ช่วงรอยต่อที่มาตรการช่วยเหลือจะหมดลงในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ กลุ่มที่น่าห่วงจะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี 3 ล้านราย ที่มีการจ้างงานผูกพัน จะมีผลต่อรายได้และสภาพคล่องหาย ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐได้มีมาตรการดูแลสภาพคล่องให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 3.6 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า 6-8 เดือน ตามประมาณการความต้องการสภาพคล่องขั้นต่ำในระดับเม็ดเงินกว่า 1.3 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน โดยก่อนหน้านี้ ภาครัฐได้ใช้เม็ดเงินดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปแล้ว คิดเป็นสัดส่วน 4.5% ของจีดีพี ซึ่งหากจำเป็นจะกู้เพิ่มอีก ก็สามารถทำได้”

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุลผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ส่วนปัจจัยการเปลี่ยนแปลงนโยบายเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากเดิมที่ใช้กรอบเงินเฟ้อคงที่ไว้ระดับ 2% มาเป็นค่าเฉลี่ย (overage inflation) บวกลบได้ จะมีผลกระทบต่อไทย ในแง่ค่าเงินบาทที่จะยังคงเห็นแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องตลอดทั้งปี เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่า โดยมองว่ากรอบเงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 30.50 บาท
ต่อดอลลาร์

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ในระยะถัดไปมี 5 ความเสี่ยงสำคัญ ที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในแง่ของอัตราการแพร่ระบาดและความสำเร็จของวัคซีน เนื่องจากจะส่งผลถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น 2.การเลือกตั้งของสหรัฐ ซึ่งหากมีความไม่แน่นอนจะเพิ่มความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ

3.ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ยังมีความเสี่ยงการกีดกันทางการค้า 4.บรรยากาศเศรษฐกิจ
จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง อาจส่งผลต่อการลงทุนและภาคแรงงานที่จะฟื้นตัวได้ช้าลง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจ และ 5.คุณภาพสินทรัพย์ ที่จะด้อยลง

นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศยังมีความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบ 2 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงความเสี่ยงเรื่องการเมือง

ด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ นายวศินกล่าวว่า เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่ล้นตลาด จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อช่วยเศรษฐกิจ ดังนั้น คาดว่าตลาดการเงินจะเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยต่ำ และยากที่จะเห็นทิศทางดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2563 แม้ว่าจะยังคงชะลอตัว แต่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออกสินค้า และการบริโภคภาคเอกชน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่าง ๆที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

“คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่หดตัว -12.2% เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ การบริโภค และการส่งออกเริ่มดีขึ้น จากการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดย สศค.ยังคงคาดการณ์จีดีพีในปี 2563 ว่าจะหดตัว -8.5% ซึ่งจะประเมินอีกครั้งในเดือน ต.ค.”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนตกงาน