Skip to content

ไทยเบฟ เขย่าโครงสร้าง F&N ติดปีก “รายได้” ตามแผนท็อปฟอร์มเอเชีย

11 ต.ค. 2560 | 21:03น.
ไทยเบฟ เขย่าโครงสร้าง F&N ติดปีก “รายได้” ตามแผนท็อปฟอร์มเอเชีย

ผ่านมาแล้วครึ่งทาง สำหรับวิสัยทัศน์ 2020 ของ ไทยเบฟ หรือเป้าหมายภายในปี 2563 สู่การเป็นผู้นำเครื่องดื่มครบวงจรของเอเชีย ด้วยการเติมเต็มรายได้จากต่างประเทศ ให้ขยับสัดส่วนขึ้นมาเป็น 50% พร้อมกับการขยายพอร์ตโฟลิโอ ไปยังสินค้ากลุ่มน็อนแอลกอฮอล์ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ให้มีสัดส่วนรายได้ 50% บาลานซ์รายได้จากเดิมที่พึ่งพาแต่สินค้าเหล้า เบียร์ เป็นหลัก หากจะเปรียบเทียบจากผลประกอบการล่าสุด คงต้องบอกว่า สัดส่วนดังกล่าวยังอยู่ไกลจากความจริงอยู่มาก

เพราะไทยเบฟยังมียอดขายจากต่างประเทศเพียง 4 พันล้านบาท คิดเป็น 3% ของรายได้ทั้งหมดที่ 1.42 แสนล้านบาท (9 เดือนแรก ของปีงบประมาณ 2559-2560) เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ และฟู้ด ที่มีรายได้รวมกันคิดเป็น 12.3% จะหวังการเติบโตแบบออร์แกนิกอย่างเดียว คงไม่สามารถพิชิตเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้อย่างแน่นอน และสิ่งที่บริษัทนี้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของการ “เทกโอเวอร์” ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาต่อยอด ขยายอาณาจักรให้แข็งแกร่งอย่างที่เคย ๆ ทำมา ในกรณีของโออิชิ เสริมสุข F&N ฯลฯ

ทำให้ระยะเวลาอีก 3 ปีต่อจากนี้ ไทยเบฟจะต้องเร่งเครื่องอย่างเต็มกำลัง และเราอาจจะได้เห็นดีลใหม่ ๆ ที่เรียกเสียงว้าว ให้กับวงการเครื่องดื่มทั้งไทยและเทศเพิ่มเติม หลังจากที่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ไทยเบฟได้ประกาศซื้อสาขากว่า 240 แห่งของเคเอฟซี แบรนด์ร้านอาหารคิวเอสอาร์อันดับหนึ่งในไทย โดยมีมูลค่าดีลกว่า 1.13 หมื่นล้านบาท

ตลอดจนการปรับโครงสร้างบริษัทในเครืออย่าง F&N หรือบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน) บริษัทอาหารเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่กลุ่มของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และไทยเบฟ ได้เข้าเทกโอเวอร์ไปเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 3 แสนล้านบาท

เนื่องจากปัจจุบันไทยเบฟได้ถือหุ้นใน F&N คิดเป็น 28.5% กลุ่มทีซีซีอีก 59.3% และผู้ถือหุ้นรายย่อยอีก 12.2% (ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2559) โดยสัดส่วนที่ไทยเบฟถืออยู่ในขณะนี้ ทำให้บริษัทรับรู้เพียงแค่กำไร/ขาดทุนจาก F&N เท่านั้น

แต่หากไทยเบฟกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือมีสัดส่วนมากกว่า 50% เมื่อไหร่ รายได้ของ F&N ก็จะถูกนำมาคำนวณในพอร์ตรายได้ของบริษัททันทีซึ่งก็จะทำให้ไทยเบฟมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกกว่า 6.5-6.7 หมื่นล้านบาท มาจากกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งหลัก ๆ เป็นสินค้าหลักของ F&N เกือบทั้งหมด อาทิ 100 พลัส, นิวทริซอย, แมกโนเลีย ฯลฯ และยังนับเป็นรายได้จากต่างประเทศ ด้วยตลาดที่ F&N เข้าไปทำอยู่ทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย เป็นต้น

“ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ได้ศึกษารายละเอียดของการปรับโครงสร้างมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยจะใช้รูปแบบของการสวอปหุ้นกัน ตามสัดส่วนระหว่าง ไทยเบฟ F&N และ FCL หรือบริษัท เฟรเซอร์ เซ็นเตอร์พอยท์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่แยกตัวออกมาจาก F&N หลังจากที่กลุ่มของทีซีซี และไทยเบฟเข้าซื้อหุ้น ซึ่งทำให้ไทยเบฟถือหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวอยู่ 28.4% และกลุ่มทีซีซีอีก 59.1%

โดยสัดส่วนหรือมูลค่าของการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เนื่องจากทั้ง 3 บริษัท เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงครึ่ง-ปลายปีหน้า

“เป้าหมายของการปรับโครงสร้างครั้งนี้มี 2 ส่วน หนึ่งคือในแง่ของการบริหารธุรกิจ อย่างที่เราเคยประกาศเอาไว้ว่า F&N เป็นพันธมิตรทางด้านธุรกิจ ที่ทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด มีวิสัยทัศน์และทิศทางเดียวกัน ส่วนอีกเรื่องคือสัดส่วนของการถือหุ้น ซึ่งมีรายละเอียดที่ซับซ้อน ยังไม่สามารถบอกอะไรได้มาก เพราะจริง ๆ ไม่ได้กระทบแค่ 3 บริษัทที่กล่าวมา แต่กระทบทั้ง 6 บริษัทในเครือ เพราะทุกคนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์กันหมด”

การขึ้นไปอยู่ในระดับท็อปของ “เอเชีย” หรือการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ และเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ ตามสัดส่วนที่ตั้งเป้าเอาไว้ของไทยเบฟจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมในช่วง 3 ปีที่เหลือนี้อย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่าง F&N แล้ว เราก็อาจเห็นเซอร์ไพรส์อื่น ๆ จากค่ายนี้ได้อีกเรื่อย ๆ เช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เทกโอเวอร์ ไทยเบฟ