เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ปลดล็อก “น็อนแบงก์” ก่อหนี้เพิ่มอุ้มลูกค้าฝ่าโควิด

09 ต.ค. 2563 | 16:45น.

น็อนแบงก์ เฮ ! รัฐผ่อนปรนให้ก่อหนี้สูงกว่าทุนเกิน 7 เท่าได้ ปลดล็อกชั่วคราวยาวถึง 30 มิ.ย. 66 หวังผู้ประกอบการส่งผ่านความช่วยเหลือถึงลูกหนี้ประคองกันฝ่าวิกฤต “โควิด”ฟาก “MTC” ยันไม่จำเป็นต้องกู้แบงก์สูง เผย D/E บริษัทยังต่ำ แถมกำไรสะสมสูง ด้านโบรกฯมองเป็นปัจจัยบวกกลุ่มน็อนแบงก์ไม่ต้องรีบตั้งสำรองรับหนี้เสีย การันตี 4 บริษัทในตลาดหุ้นยังกู้ไม่เกินกรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ ได้ออกกฎกระทรวง การกำหนดมิให้นำอัตราส่วนทุนกับเงินกู้ที่จะใช้ในการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงินจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019มาบังคับเป็นการชั่วคราว โดยบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 63 ไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 66 ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ ก็เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) ในการช่วยเหลือและผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้แก่ลูกหนี้รายย่อยในช่วงโควิด-19 ระบาด

แหล่งข่าวจากแวดวงการเงิน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการยกเว้นประกาศเดิมที่ตีกรอบหนี้สินต่อทุน (D/E) ของธุรกิจน็อนแบงก์ทั้งผู้ให้บริการบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อจักรยานยนต์ ที่ต้องมีหนี้ไม่เกิน 7 เท่าของทุนที่มีอยู่ โดยผ่อนปรนให้ธนาคารหรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มน็อนแบงก์ได้มากกว่า 7 เท่าของทุนได้ ซึ่งน่าจะหมายถึงสินเชื่อซอฟต์โลน

“ประกาศดังกล่าวน่าจะเป็นการผ่อนคลายช่วงนี้ เพื่อให้น็อนแบงก์สามารถกู้เงินได้มากกว่าทุนที่มีอยู่เกิน 7 เท่าได้จากเดิมทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ทั้งนี้ ก็เพื่อนำเงินกู้ดังกล่าวไปช่วยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 อีกต่อหนึ่ง”

นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่สามารถใช้ได้อยู่ที่ราว 4.5 เท่า แต่ปัจจุบันยังใช้ไปแค่ 3 เท่าไม่เกินกรอบหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้ รวมถึงแนวโน้มในระยะข้างหน้า D/E ของบริษัทก็จะยังไม่เกิน 7 เท่าแน่นอน เนื่องจากบริษัทมีกำไรสะสมค่อนข้างมาก ซึ่งหากแบ่งเป็นเงินจ่ายปันผล 15% บริษัทจะมีกำไรสะสมสูงถึง 85% จึงถือว่ามีฐานเงินทุนค่อนข้างแข็งแรง

อย่างไรก็ดี ในภาวะที่มีการระบาดโควิด-19 หากสามารถขยาย D/E ได้มากกว่า 7 เท่า ก็ถือเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการน็อนแบงก์ที่จะสามารถส่งต่อความช่วยเหลือไปยังลูกค้าได้ดีขึ้น แต่น็อนแบงก์คงจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีด้วย เพราะถ้าก่อหนี้สูงเกินไปจะเป็นผลเสียได้เช่นกัน

“ในส่วนของ MTC เองเราคงไม่คิดจะให้สัดส่วน D/E ไปถึง 7 เท่าหรือสูงกว่านั้นแน่นอน เพราะตอนนี้เราเองก็มีกำไรสะสมที่สามารถนำมาใช้ได้อยู่”

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ประกาศดังกล่าวคาดว่าจะเป็นผลบวกต่อธุรกิจน็อนแบงก์ในช่วงสั้น เนื่องจากมีการผ่อนปรนเพื่อให้ธุรกิจน็อนแบงก์มีกำลังไปช่วยลูกหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ชะลอลง และทำให้น็อนแบงก์ไม่จำเป็นต้องรีบตั้งสำรอง อย่างไรก็ดี ในระยะกลางถึงยาวยังเป็นความเสี่ยงเนื่องจากลูกหนี้บางส่วนอาจไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ

“การจัดหาแหล่งเงินทุนของกลุ่มน็อนแบงก์ ส่วนใหญ่เป็นการออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า มีการกู้จากสถาบันการเงินในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดยปัจจุบันถ้าดูธุรกิจน็อนแบงก์ที่บริษัทจัดทำบทวิเคราะห์ครอบคลุม ได้แก่ MTC, บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD), บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) และ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) ยังไม่มีการกู้เกินกรอบที่กำหนด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น็อนแบงก์