ส่องภารกิจเร่งด่วนขุนคลัง เผือกร้อน ๆในมือ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ”
หลังจากที่เก้าอี้ขุนคลัง ว่างเว้นมากว่า 1 เดือน ในที่สุด เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ก็ได้เผยแพร่ประกาศพระบรมราชองค์การ โปรดเกล้าแต่งตั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็น รมว.คลังคนใหม่
และล่าสุด วันนี้ (11 ต.ค.63) หลังการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว จะเริ่มทำงานทันที โดยในวันที่ 12 ต.ค.นี้ จะมีภารกิจเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะมีการพิจารณาเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลาย ๆ มาตรการ อาทิ ช้อปดีมีคืน เราเที่ยวด้วยกันที่มีการปรับปรุงมาตรการ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ภารกิจบนบ่าขุนคลัง ที่เป็นตำแหน่งสำคัญของทุกรัฐบาลไม่ได้มีแค่นี้ เพราะเป็นตำแหน่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และท่ามกลางวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญ ก็มีอีกหลายเรื่องที่รอ รมว.คลังคนใหม่เข้ามาขับเคลื่อนและตัดสินใจ
โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินเศรษฐกิจในปี 2563 จะหดตัวที่ -7.8% คาดว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ก่อนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังต้องระวังความเสี่ยงจากโอกาสเกิดการระบาดระลอกที่สอง
อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่อาจฟื้นตัวช้ากว่ามี่มีการคาดการณ์ ทำนายผลไว้ และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม หากภาครัฐไม่สามารถดำเนินมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่า ทั้งมาตรการการเงินและการคลัง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจะต้องสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน โดยนโยบายการคลังจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในระยะข้างหน้า เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เนื่องจากการฟื้นตัวจะใช้เวลาและมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ภูมิภาค และผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม มาตรการภาครัฐในระยะข้างหน้าจำเป็นต้องต่อเนื่อง ตรงจุด และทันการณ์
ทั้งนี้ ภารกิจเร่งด่วนที่ รมว.คลังต้องรีบเข้ามาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงหนีไม่พ้นปัญหาหนี้ของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่มาตรการ “พักหนี้” ของ ธปท.กำลังจะสิ้นสุดลงในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ ซึ่งหากไม่ทำอะไรเลย เอสเอ็มอีหลายรายที่ยังขาดรายได้ อาจจะล้มลง และนั่นหมายถึงผลกระทบต่อการจ้างแรงงานที่จะมี “เลิกจ้าง” ตามมาอีกมาก
ซึ่งที่ผ่านมา แม้ภาคเอกชนมีข้อเสนอหลายมาตรการ แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายยังขาด “เจ้าภาพ” และคงหนีไม่พ้นที่เรื่องนี้จะต้องอาศัยการตัดสินใจของผู้ที่อยู่บนเก้าอี้ขุนคลังด้วยนั่นเอง
ขณะเดียวกันการเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ทุกฝ่ายมองว่า “จำเป็น” ทว่า ที่ผ่านมา หลาย ๆมาตรการยัง “ติด ๆ ขัด ๆ” อย่างซอฟต์ฟโลนของ ธปท. ก็เพิ่งมีการใช้วงเงินไปแค่ 1 แสนล้านบาทเศษ จากทั้งหมด 5 แสนล้านบาท ซึ่งการตัดสินใจว่าจะแก้ไขกฎหมายหรือกฎเกณฑ์อะไร คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าจะต้องมี รมว.คลังร่วมตัดสินใจ
รวมไปถึงการปลดล็อกให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการทำโครงการค้ำประกันที่เสี่ยงมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณหรือเงินกู้ให้ บสย.ในการดำเนินการ เพื่อช่วยประคองเอสเอ็มอีในช่วงที่ต้องเผชิญวิกฤตอีกด้วย
นอกจากนี้ งบประมาณปี 2564 ที่ล่าสุดมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน เพื่อให้มีเงินเข้าระบบไปฟื้นเศรษฐกิจ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจกว่า 3 แสนล้านบาท ที่ยังรอให้มี รมว.คลังมาประชุมเพื่อขับเคลื่อน
ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่รอให้ รมว.คลังคนใหม่เข้ามาสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซอฟต์โลนสายการบิน, การพิจารณาต่ออายุมาตรการลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน, การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่, การแต่งตั้งผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), การปรับเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างที่จะสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ เป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนและบางเรื่องยังเป็น “เผือกร้อน” ที่รอให้ขุนคลังคนใหม่เข้ามาเคลียร์และขับเคลื่อนต่อไป