ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่า นักลงทุนจับตาดูสถานการณ์ทางการเมือง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (12/10) ที่ระดับ 31.09/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (9/10) ที่ระดับ 31.12/14 บาท/ดอลลาร์
นักลงทุนเทขายดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาเริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกระงับไป แม้จะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในเรื่องของวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม
นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงถูกกดดันหลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่เปิดเผยในวันศุกร์ (9/10) อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ได้แก่ สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบเป็นรายเดือน แต่ปรับตัวลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายภาคค้าส่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนสิงหาคม
แต่อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากที่มีรายงานข่าวว่า บริษัทจอห์นสัน และ จอห์นสัน (J&J) ประกาศระงับการทดลองวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 หลังพบผู้เข้าร่วมการทดลองรายหนึ่งล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ
นอกจากประเด็นความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดแล้วค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอีกครั้ง โดยมีรายงานว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐปฏิเสธข้อเสนอวงเงิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ของทำเนียบขาว ด้วยเหตุผลว่าวงเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการเยียวยาผลกระทบโควิด-19
ซึ่งทางด้านของนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ออกมายอมรับว่า การบรรลุข้อตกลงในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก โดยพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันยังคงมีความขัดแย้งกันนหลายประเด็น
สำหรับทางด้านของตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ประกาศออกมาในช่วงปลายสัปดาห์ก็จะมีกระทรวงแรงงานสหรัฐ ได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกันยายน ได้ปรับตัวขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนสิงหาคม และสูงขึ้นกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.2%
ส่วนทางกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐพุ่งขึ้น 53,000 ราย สู่ 898,000 รายในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดรอบ 2 เดือน และอยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในตลาดที่ 825,000 ราย โดยรายงานตัวเลขนี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าโรคระบาดอาจจะสร้างความเสียหายในระยะยาวต่อตลาดแรงงานสหรัฐ
ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ครายงานว่า ดัชนีเอ็มไพร์ สเตทสำหรับภาวะธุรกิจปัจจุบันในรัฐนิวยอร์กดิ่งลงจาก +17.0 ในเดือนกันยายน สู่ +10.5 ในเดือนตุลาคม และอยู่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในตลาดที่ +15.0 สำหรับเดือนตุลาคม
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ค่าเงินบาทแข็งค่าในวันจันทร์ (12/10) ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีทิศทางเดียวกับสกุลเงินทางแถบเอเชียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเช่นกัน โดยได้รับอานิสงส์จากการที่ตลาดการเงินของจีนกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังจากหยุดยาว เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นถึง 1.4% ในวันศุกร์ (2/10) นับเป็นการแข็งค่ามากสุดในรอบ 13 ปี
อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศในเรื่องของการรวมตัวชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาล ซึ่งความกังวลในตลาดเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการรวมตัวของผู้ชุมนุมเริ่มเกิดปัญหาและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งหากการชุมนุมยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศได้
จนกระทั่งคืนวันพุธ (14/10) รัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผลตั้งแต่เวลา 04.00 ของวันพฤหัสบดี (15/10) เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นของกลุ่มคณะราษฎรนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะในกรุงเทพฯ โดยใช้วิธีการและช่องทางต่าง ๆ ก่อให้เกิดความปั่นป่วน, วุ่นวาย มีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน
อีกทั้งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรง กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และกระทบโดยตรงต่อมาตรการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาดูสถานการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.01-31.27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/10) ที่ระดับ 31.15/17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (12/10) ที่ระดับ 1.1811/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/10) ที่ระดับ 1.1759/61 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังจากที่นักลงทุนขายดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงรายงานการเกินดุลการค้าที่ลดลงในเดือนสิงหาคม ซึ่งมาจากยอดส่งออกและนำเข้าของเยอรมนีปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยการนำเข้าปรับตัวเพิ่มในสัดส่วนที่มากกว่าการส่งออก
รายงานตัวเลขนี้ช่วยกระตุ้นความคาดหวังที่ว่า เศรษฐกิจเยอรมนีอาจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3 แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง พบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวนมากในหลายพื้นที่ในยุโรป
อีกทั้งปัจจัยของการเจรจาในข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ของสหราชอาณาจักรร่วมกับสหภาพยุโรป (EU) ที่ยังคงไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ หลังจากในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงการค้าให้ได้ภายในกลางเดือนตุลาคม เพื่ออนุมัติข้อตกลงดังกล่าวให้ได้ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2564
ขณะที่นายมิเชล บาร์นิเยร์ หัวหน้าผู้แทนเจรจาการค้าฝ่าย EU เปิดเผยว่า ควรบรรลุข้อตกลงดังกล่าวก่อนสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มเจรจาข้อตกลงการค้ามาตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังอังกฤษได้ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก EU เมื่อวันที่ 31 มกราคม โดยหวังที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าให้ได้ก่อนที่ช่วงเปลี่ยนผ่านตามสนธิสัญญาการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (ฺBrexit) จะสิ้นสุดลงในปลายปี 2563 นี้ ซึ่งหากไม่มีข้อตกลง อังกฤษจะต้องทำการค้ากับ EU ตามเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2564 ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.1692-1.1821 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/10) ที่ระดับ 1.1705/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (12/10) ที่ระดับ 105.61/62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/10) ที่ระดับ 105.95/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7.525 แสนล้านเยน หรือประมาณ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนสิงหาคม
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนมีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากที่มีรายงานว่ารัฐบาลพร้อมที่จะนำทุนสำรองฉุกเฉินมาใช้เพื่อทำให้ภาคการผลิตในประเทศแข็งแกร่งขึ้น และอุดหนุนการจ้างงาน โดยวงเงินฉบับนี้จะเป็นงบรายจ่ายพิเศษมูลค่ารวม 9.0 หมื่นล้านเยน (855 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับโครงการเงินอุดหนุนวงเงิน 2.20 แสนล้านเยนเพื่อนำการผลิตจากต่างประเทศกลับคืนสู่ญี่ปุ่น และลดความเสี่ยงในการผลิตสินค้า อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะในบางประเทศ
นอกจากนี้รัฐบาลจะจัดสรรเงินทุนจากทุนสำรองฉุกเฉินเพื่อนำไปขยายในโครงการอุดหนุนการจ้างงานเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสด้วย ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.06-105.80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (16/10) ที่ระดับ 105.23/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ