เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

ไอติม เสนอ 3 ทางออกประเทศ ประยุทธ์ลาออก ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย

27 ต.ค. 2563 | 18:25น.
“พริษฐ์ วัชรสินธุ” หรือ ไอติม อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพ โพสต์เสนอ 3 ทางออกประเทศ ชี้ ประยุทธ์ลาออก ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่โครงสร้าง 
.
วันที่ 27 ตุลาคม 2563 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นในเฟซบุ๊ก เรื่อง 3 เป้าหมายที่เป็นทางออกของประเทศ : ประยุทธ์ลาออก ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายในตัวมันเอง แต่เป็นหนทางสู่ทางออก
.
ข้อความ ดังนี้
.
ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการมุ่งเป้าไปที่ตัว พล.อ. ประยุทธ์ ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำไปสู่การยื่นจดหมายต่อสถานทูตเยอรมันหลัง พล.อ. ประยุทธ์ ตัดสินใจไม่ลาออกตามข้อเรียกร้อง
.
ผมเข้าใจถึงเจตนาของผู้ชุมนุมในการยื่นข้อเรียกร้องข้อนี้ในจังหวะนี้เพื่อเป็นกุญแจดอกแรกในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าการต่อสู้จะจบลงเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ลาออก แต่ผมต้องย้ำกับสาธารณะว่าอย่ามองการลาออกของ พล.อ. ประยุทธ์ (ถ้าเกิดขึ้น) เป็นชัยชนะในตัวมันเอง เพราะปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่โครงสร้าง
.
เพราะถึงแม้ พล.อ. ประยุทธ์ ลาออก และประเทศมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างแท้จริง เราจะยังอยู่ในวังวนเดิม
.
เราจะยังมีการจับกุมคนเห็นต่างด้วยการบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน หรือการสลายการชุมนุมที่ขัดหลักสากล
.
เราจะยังมีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นกลาง ส.ว. แต่งตั้งที่มาเลือกนายกฯ และยุทธศาสตร์ชาติที่มาครอบงำรัฐบาล
.
เราจะยังมีความเห็นที่แตกต่างอย่างสุดขั้วเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ไม่ถูกแปรมาเป็นทางออกร่วมกันในการปฏิรูป
.
สำหรับผม ผมยืนบนหลักที่ต้องการเห็นประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
.
ถ้าเรายืนหยัดร่วมกันว่าอยากเห็นประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง ที่สถาบันพระมหาษัตริย์และระบอบประชาธิปไตยดำรงอยู่ร่วมกันได้ ที่ไม่ใช่ระบอบสาธารณรัฐที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเพียงอดีต และ ที่ไม่ใช่ระบอบราชาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นเพียงไม้ประดับ ผมขอเสนอว่าทางออกของประเทศตอนนี้ ประกอบไปด้วย 3 เป้าหมาย ที่นายกรัฐมนตรี – ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม – ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง
.
1. ยึดหลักสากลและมาตรฐานเดียวกัน ในการรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของทุกฝ่าย
.
สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมตัวเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยหรือสังคมที่ต้องการเห็นการพัฒนาของความคิดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับเขาแค่ไหน และไม่ว่าความคิดของเขาจะมีคนเห็นด้วยทั้งประเทศหรือไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาเลย ประชาชนทุกคนก็ควรมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการชุมนุมอย่างสันติ และรัฐมีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเหล่านั้น
.
แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา รัฐไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่กลับกลายเป็นผู้กระทำการคุกคามทั้งประชาชนและสื่อมวลชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลเสียเอง รวมถึงการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมที่สันติ
.
กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลมักออกมาปกป้องรัฐบาลด้วยประโยคที่ว่า “แต่ผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมาย” – ถึงแม้การกระทำตามกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการที่ (1) กฎหมายและการกระทำของรัฐบาลเป็นไปตามหลักสากล และ (2) กฎหมายถูกบังคับใช้กับทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน
.
1.1. กฎหมายและการกระทำของรัฐบาล “เป็นไปตามหลักสากล”
.
เหตุที่ผมต้องอ้างอิงถึงหลักสากลเป็นพิเศษ ก็เพราะรัฐบาลมักป่าวประกาศอยู่บ่อยครั้งว่าได้ดำเนินการตาม “หลักสากลทุกประการ”
.
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของหลักสากลตั้งแต่ต้น เนื่องจากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดว่าการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ จะทำได้ต่อเมื่อ “ในยามฉุกเฉิน ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชนในชาติและการดำรงอยู่ของประเทศ” ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทย ณ เวลานั้น ยังห่างไกลจากเงื่อนไขนี้
.
เพราะฉะนั้น แม้การออกมาชุมนุมในช่วงที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง อาจเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวก็ขาดความชอบธรรมตั้งแต่ต้น ยิ่งไปกว่านั้น การสลายการชุมนุมที่ผ่านมาแต่ละครั้ง ก็ขัดกับหลักสากลในหลายวิธี (https://www.facebook.com/paritw/posts/5058667324146974)
.
1.2. การบังคับใช้กฎหมายและการกระทำของรัฐบาลต่อทุกฝ่าย อยู่บน “มาตรฐานเดียวกัน”
.
ปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน เป็นปัญหาที่เรื้อรังในประเทศไทย (https://www.facebook.com/paritw/posts/3992916840722033) – การใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมก็มีปัญหาเรื่องสองมาตรฐานเช่นเดียวกัน
.
ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง เราเห็นว่ามีผู้ชุมนุมทั้งฝ่ายที่ต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาลออกมารวมตัว แต่กลับมีผู้ชุมนุมเพียงฝ่ายเดียวที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาการขัดคำสั่งนี้
.
แม้กระทั่งก่อนมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง กฎหมายที่มักใช้กล่าวหาผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาลคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือข้อหา “ยุยง ปลุกปั่น” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่เพียงมีความคลุมเครือ แต่ยังถูกบังคับใช้ต่อแต่ละฝ่ายไม่เหมือนกัน – ผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาล ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาตรา 116 เลย ทั้งๆที่มีการปราศรัยที่ใช้ภาษาที่ไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล และมีข้อเรียกร้องที่อาจเข้าข่าย “ยุยง ปลุกปั่น” มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะมักมีการเรียกร้องให้ขับไล่บางคนออกจากประเทศ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 : “การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร… จะกระทำมิได้”)
.
เพราะฉะนั้น ข้อเรียกร้องให้ “หยุดคุกคามประชาชน” จึงไม่ได้เป็นเรื่องอะไรที่เกินไปกว่าการรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมของทุกฝ่าย โดยยึดหลักสากลและตั้งอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
.
2. แก้รัฐธรรมนูญรายมาตราควบคู่กับการร่างฉบับใหม่โดยเร็วที่สุด
.
อีกทางออกสำคัญของประเทศคือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีกติกาที่เป็นธรรม สอดรับกับหลักประชาธิปไตย และติดอาวุธให้ประเทศสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมได้
หลายครั้งที่สังคมมักถูกบีบให้เลือกระหว่างการแก้รายมาตรากับการร่างใหม่ทั้งฉบับ – ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องทำทั้งสองสิ่งนี้คู่ขนานกันไป และต้องเริ่มทำทั้งสองสิ่งนี้ทันที
.
การร่างฉบับใหม่มีความจำเป็น เพราะปัญหาของฉบับปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ที่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญ แต่มีปัญหาตรงที่มาและกระบวนการด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถูกร่างในช่วงที่ คสช. ยังอยู่ในอำนาจ ซึ่งไม่เปิดกว้างให้ประชาชนแสดงความเห็น หรือ การจัดทำประชามติที่ไม่เปิดให้ทั้งสองฝ่ายรณรงค์อย่างเสรีและเท่าทียมกัน แต่กลับมีการจับกุมคนที่รณรงค์ไม่รับร่าง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยข้อเสนอในการแก้รัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบันที่มีความหลากหลาย การสร้างกระบวนการร่างฉบับใหม่ที่เปิดให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยน และแสวงหาฉันทามติภายใต้ข้อเสนอต่างๆจึงยิ่งมีความจำเป็นกว่าเดิม เพราะผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง คงไม่ต้องการเพียงให้มีคนอื่นมามอบบ้านใหม่ที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ให้พวกเขา (ไม่ว่าตัวบ้านจะถูกใจพวกเขาแค่ไหน) แต่พวกเขาคงต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง
.
แต่การเริ่มร่างฉบับใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรแก้ไขรายมาตราควบคู่ไปด้วย เนื่องจากกระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอีกหลายขั้นตอน (ประชามติเพื่อถามประชาชนว่าต้องการให้มี สสร. หรือไม่ + การเลือกตั้ง สสร. + การร่างฉบับใหม่ + ประชามติรับรองฉบับใหม่) เราอาจต้องอยู่กับฉบับปัจจุบันไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ดังนั้น มาตราใดที่เป็นปัญหาและสามารถแก้ได้ทันทีจึงควรได้รับการแก้ไขเลย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน
.
2.1. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จาก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%
.
ถ้าเราอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง จำเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกที่มาร่างรัฐธรรมนูญก็ควรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน (หลักการเดียวกับการมีสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง)
.
สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้ คือรูปแบบของ สสร. ที่ถูกเสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งกำหนดให้ประกอบด้วยสมาชิก 200 คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่มี 50 คนมาจากการสรรหา
.
ใน 50 คนนี้ มี 20 คนมาจากตัวแทนรัฐสภา ซึ่งหมายถึงการมอบโควตาส่วนหนึ่ง (ประมาณ 7 คน) ให้วุฒิสภา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้แสดงให้เห็นชัดถึงความไม่เป็นกลางทางการเมือง ขณะที่ อีก 10 คนมาจากตัวแทนนิสิต นักศึกษา ที่ไม่ได้ถูกเลือกโดยนิสิต นักศึกษาด้วยกันเอง แต่กลับถูกเลือกโดย กกต. ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์กรอิสระที่ผู้เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ขาดความไว้วางใจและตั้งข้อครหาถึงความไม่เป็นกลางมาอย่างต่อเนื่อง
.
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาซ่อนเร้นของระบอบ คสช. ในการออกแบบ สสร. เพื่อพยายามสืบทอดอำนาจต่อไปแบบเนียนๆ ผ่านการควบคุมการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถัดไป ซึ่งเราต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น
.
สำหรับใครที่กังวลว่าจะมีการตั้ง สสร. เพื่อร่างฉบับใหม่โดยไม่ถามประชาชน โปรดวางใจได้ เพราะมาตรา 256 วรรค 8 กำหนดไว้อยู่แล้ว ว่าการร่างฉบับใหม่ จะต้องมีการทำประชามติก่อนดำเนินการได้
.
สำหรับใครที่กังวลว่าการจัดประชามติจะใช้งบประมาณเยอะ ก็วางใจได้เพราะเราสามารถจัดประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่รัฐบาลประกาศว่าจะเกิดขึ้นทั่วประเทศในเดือนธันวาคมนี้ได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มสักเท่าไหร่
.
2.2. ยกเลิกอำนาจ ส.ว. เลือกนายกฯ ทันที (มาตรา 272)
.
แต่ในระหว่างที่มีการร่างฉบับใหม่ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นอำนาจวุฒิสภา ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการสืบทอดอำนาจ และเป็นใจกลางสำคัญของความวิปริตของระบอบการเมืองไทยปัจจุบัน
.
ถึงแม้ส่วนตัวผมเชื่อว่าประเทศควรหันมาใช้ระบบสภาเดี่ยวและยกเลิกวุฒิสภาไปเลย (https://www.facebook.com/paritw/posts/4733247263355650) แต่ผมยอมรับว่าเป็นประเด็นที่มีทั้งคนเห็นด้วยและคนเห็นต่าง ข้อเรียกร้องที่ผมคิดว่าน่าจะเรียกฉันทามติจากคนวงกว้างได้มากที่สุด คือการลดอำนาจที่ล้นฟ้าของ ส.ว. โดยเฉพาะอำนาจในการเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. 500 คน (ซึ่งเป็นการทำให้กรรมการสรรหา ส.ว. มีอำนาจมากกว่าประชาชน 2 ล้านเท่า) ตามที่เขียนไว้ในมาตรา 272
.
ตราบใดที่มาตรา 272 ยังคงอยู่ ต่อให้นายกฯลาออก หรือ มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ประเทศเราก็ยังจะมี ส.ว. 250 คนมาร่วมเลือกนายกฯอยู่ดี
.
การยกเลิกมาตรา 272 จึงเป็นสิ่งที่ควรทำทันที (ถึงแม้จะมีการตั้ง สสร. เพื่อร่างฉบับใหม่ก็ตาม) เพราะนอกจากจะเป็นมาตราที่วิปริตที่สุดแล้ว ยังเป็นมาตราที่สามารถยกเลิกได้ทันทีภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยไม่ต้องผ่านประชามติ
.
3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยในรัฐสภาและในสภาร่างรัฐธรรมญ เพื่อร่วมหาทางออกอย่างจริงจังเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างอย่างสาธารณะ และเป็นเนื้อหาที่สำคัญต่อผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย
.
หากมองในมุมของผู้ชุมนุมที่เรียกร้องประชาธิปไตย แก่นเนื้อหาสาระของข้อเสนอด้านการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเกินคาดสำหรับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในเมื่อหลักสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือการที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนหรือการที่ประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของประเทศ ส่วนสำคัญของการเป็น “เจ้าของร่วม” ของประเทศ ก็รวมไปถึงการมีสิทธิเสรีภาพในการชื่นชมหรือวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เขาเห็นในสังคม การรับรู้ถึงข้อมูลว่างบประมาณจากภาษีของพวกเขาถูกใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตพวกเขาอย่างไรบ้าง และความคาดหวังว่าทุกสถาบันทางการเมืองจะดำรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและธำรงอยู่เพื่อช่วยรักษาระบอบประชาธิปไตย
.
ถ้ามองในมุมของผู้ชุมนุมที่ออกมา “ปกป้องสถาบันฯ” อย่างสันติวิธี (ขอไม่ให้พื้นที่กับกลุ่มที่ออกมาใช้หรือเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง) ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทยมายาวนาน เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของใครหลายคน และการพูดถึงสถาบันในที่สาธารณะในเชิงวิเคราะห์นอกเหนือจากการสรรเสริญ ยังอาจเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับสังคมไทยก่อนหน้านี้ แต่ถึงผมจะเข้าใจได้ถึงชุดความคิดแบบนี้ ส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่าการชุมนุมที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายห้ามพูดถึงประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เลย จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องสถาบันฯในระยะยาว
.
เพราะในวันที่ประชาชนมีความเห็นหลากหลาย และในวันที่ไม่มีอะไรในโลกนี้สามารถอยู่ได้โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่การ “ปิด” ไม่ให้มีใครพูดถึงเรื่องนี้เหมือนในอดีต และ ไม่ใช่การ “ปล่อย” ให้เรื่องนี้ถูกพูดแต่ในเฉพาะเวทีชุมนุมหรือโลกโซเชียลด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นในแต่ละวันเหมือนในปัจจุบัน แต่เป็นการ “เปิด” พื้นที่ปลอดภัยให้มีการร่วมพูดคุยและหาทางออกอย่างจริงจังเรื่องแนวทางการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้อยู่คู่ประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
.
3.1. พื้นที่ปลอดภัยในรัฐสภา เสวนาวิชาการ หรือ เวทีอื่น
.
ถึงแม้ทุกเวทีควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่เวทีที่อาจจะเหมาะที่สุดสำหรับการพูดคุยและหาทางออกเรื่องนี้เป็นเวทีแรกๆ คือเวทีที่การพูดคุยสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง (เช่น รัฐสภา – แต่ต้องเป็นการพูดถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นเรื่องการปฏิรูป เหมือนที่เห็นในที่ประชุมรัฐสภาวันนี้และเมื่อวาน) เวทีที่มีสภาพแวดล้อมที่เน้นให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเหตุผล (เช่น เสวนาวิชาการ) หรือ เวทีที่มีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจในประเด็นต่างๆให้กับสังคม (เช่น รายการตามสื่อต่างๆ)
.
สำหรับใครที่มองว่าเวทีลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่ได้หรือไม่ควรเกิดขึ้น ผมขอเรียนว่าการพูดคุยถึงแนวทางการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ขัดกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ห้ามเพียงการ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” ต่อพระมหากษัตริย์ (ถึงแม้จากความเป็นจริงในอดีต ได้มีการใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสกัดคนเห็นต่างในหลายกรณี) และวิธีการเปิดพื้นที่ดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกที่สันติที่สุดในการลดความขัดแย้งและหาจุดร่วมระหว่างทุกฝ่าย
.
3.2. ปลดล็อก สสร. ให้พิจารณาได้ทุกหมวด ทุกมาตรา
.
อีกเวทีหนึ่งที่อาจทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยและหาทางออกเรื่องแนวทางการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ สสร. ที่อาจจะถูกตั้งขึ้นเพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
การที่บางข้อเสนอด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปกำหนดอย่างตายตัวว่า สสร. ต้องห้ามพูดถึง หมวด 1 (บททั่วไป) และ หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) อาจเป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชนโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเป็นการทำให้หลายคนเข้าใจว่าการแก้หมวด 1 หมวด 2 เท่ากับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง
.
ประเด็นแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐจากการเป็นรัฐเดี่ยว เป็นอะไรที่ทำไม่ได้อยู่แล้ว ถึงแม้จะมีการเปิดให้พิจารณา หมวด 1 และ หมวด 2 ก็ตาม เพราะการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐ ถูกห้ามไว้โดยมาตรา 255 ในรัฐธรรมนูญ
.
ประเด็นที่สอง แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ถูกร่างโดย คสช. ก็มีการอนุญาตให้แก้ไข หมวด 1 หมวด 2 ได้ ตราบใดที่ไม่เปลี่ยนรูปแบบการปกครอง และตราบใดที่มีการจัดทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นจากประชาชน ตาม มาตรา 256
.
ประเด็นที่สาม การร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งในอดีต ก็มีการทบทวนและปรับเปลี่ยนบางส่วนของหมวด 1 และ หมวด 2 อย่างเสมอมา รวมไปถึงตอนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันภายใต้รัฐบาล คสช. เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว
.
ประเด็นสุดท้าย บางข้อเสนอที่ถูกพูดถึงในสังคม – อย่างเช่น 10 ข้อเสนอของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หรือข้อเสนอของคุณบรรยง พงษ์พานิช (https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/posts/1536728579863769) ให้กลับไปใช้บทบัญญัติทุกอย่าง เหมือนกับที่เคยเป็นในสมัยรัชกาลที่ 9 – จะถูกถกเถียงและพิจารณาอย่างจริงจังได้ก็ต่อเมื่อการแก้หมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้ถูกห้ามไว้
.
ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจและยืนยันตรงกันว่าการแก้หมวด 1 หมวด 2 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้ และถ้าเราเข้าใจและยืนยันตรงกันว่าทางออกในเรื่องนี้ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้ทุกข้อเสนอได้ถูกพูดคุยแลกเปลี่ยนและเพื่อให้สังคมสามารถหาฉันทามติในเรื่องนี้ได้อย่างสันติวิธี การมี สสร. ที่พิจารณาได้ทุกหมวด ทุกมาตรา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
.
ผมหวังว่าทุกท่านจะเห็นว่าทางออกที่ประกอบไปด้วย 3 เป้าหมายนี้ ไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องที่ “สุดโต่ง” หรือไปทำลายล้างคุณค่าที่สำคัญของประเทศ แต่เป็นเพียง “เสาหลัก” หรือหลักการพื้นฐาน ของประเทศที่ต้องการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.
แน่นอนว่าในวันที่ประเทศต้องเผชิญวิกฤตทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากในอดีต ประเทศไม่เพียงต้องการผู้นำหรือนายกรัฐมนตรี ที่มีความจริงใจในการรนำพาประเทศไปสู่ทางออกตาม 3 เป้าหมายนี้เท่านั้น แต่ยังต้องการผู้นำที่มีความสามารถในการเรียกความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ให้มาร่วมเดินบนเส้นทางนี้ไปด้วยกันทั้งประเทศด้วย
.
ด้วยภารกิจที่ท้าทายเช่นนี้ และด้วยผลงานหรือพฤติกรรมที่เห็นมาในอดีต จึงไม่แปลกใจที่หลายคนในสังคมอาจไม่รู้สึกเชื่อมั่นว่า พล.อ. ประยุทธ์ จะเป็นบุคคลที่นำพาประเทศออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้
.
แต่ถ้า พล.อ. ประยุทธ์ เปลี่ยนใจลาออกตามการเรียกร้องของผู้ชุมนุมจริง และมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาแทน ผมหวังว่าเราจะยังไม่มองว่านี่คือสิ่งที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่เราต้องหนักแน่นเท่าเดิมในการเรียกร้องให้นายกฯคนใหม่ดำเนินการตาม 3 ข้อเรียกร้องนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย :
.
1. ยึดหลักสากลและมาตรฐานเดียวกัน ในการรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและในการชุมนุมของทุกฝ่าย
2. แก้รัฐธรรมนูญทั้งรายมาตราและร่างฉบับใหม่ควบคู่กันไปโดยเร็วที่สุด
3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยในรัฐสภาและสภาร่างรัฐธรรมญ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
.
เพราะปัญหาของประเทศวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่โครงสร้าง
.
การลาออกของประยุทธ์จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหรือหนทางสู่ทางออก แต่ไม่ใช่ทางออกหรือเป้าหมายสุดท้ายในตัวมันเอง ที่จะนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง