เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
WHA ชี้ไทยคือ Safe Zone ใช้เวที IMF-World Bank 2026 โอกาสทองดึงลงทุน
Economic WHA ชี้ไทยคือ Safe Zone ใช้เวที IMF-World Bank 2026 โอกาสทองดึงลงทุน
ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 67,150 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 67,150 บาท
‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
Business ‘ร้านยากรุงเทพ‘ พลิกกลยุทธ์ ผุดโมเดลใหม่-มุ่งซูเปอร์แอปสุขภาพ
แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
Real Estate แสนสิริ อัดโปรบ้านหรูนาราสิริ-ณริณสิริ 4 ทำเลทอง ฟรีส่วนกลางสูงสุด 20 ปี
ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
Economic ธุรกิจ ‘จ.น่าน’ สะท้อนเสียง ปรับแผนไทยเที่ยวไทยพลัส
AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
Finance AF ผนึก NEC ดันสินเชื่อดิจิทัลทะลุพันล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
Columns ‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
Politics ภูมิใจไทย มั่นใจ-พร้อมแจงศึกซักฟอก ‘ภราดร’ ชี้อย่าพูดทำให้คนนอกเสียหาย
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (9 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! ต่างชาติขายหนัก-เปิด Short SET50 Futures จับตาแนวรับ 1,565 จุด
ดูทั้งหมด

องค์กรสู้วิกฤต ดีลอยท์ชี้ปรับตัวสู่ “เน็กต์นอร์มอล”

31 ต.ค. 2563 | 09:14น.
สุภศักดิ์ กฤษณามระ-ดีลอยท์

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ผลักให้ผู้คนทั่วโลกดำเนินชีวิตบนความปกติรูปแบบใหม่ (new normal) ในทุก ๆ ด้าน ทั้งการศึกษาและการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันวิกฤตโควิด-19 ทั่วโลกยังไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน จึงทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนของปัจจัยหลายอย่าง และทุกองค์กรล้วนต้องปรับตัวตลอดเวลา

ในฐานะที่ “ดีลอยท์” เป็นบริษัทที่ให้บริการที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการ การตรวจสอบบัญชี และการบริหารความเสี่ยงระดับโลก จึงวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย และแนะนำภาคธุรกิจเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่ “เน็กต์นอร์มอล”(next normal) ซึ่งมีความจำเป็นที่ผู้นำองค์กรต้องหาคำตอบให้ได้ว่าจะต้องคำนึงถึงเรื่องใด ? และทำอย่างไร ?

“สุภศักดิ์ กฤษณามระ” กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทยกล่าวว่า จากมุมมองและการวิเคราะห์ของดีลอยท์ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การจะเปลี่ยนแปลงไปสู่เน็กต์นอร์มอลจะต้องนำปรากฏการณ์ 4 มิติไปพิจารณา เพื่อให้ผู้นำที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กรนำไปประยุกต์ใช้

หนึ่ง มิติด้านสังคม ลูกค้าจะเริ่มให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ดีลอยท์จึงให้ความสำคัญกับการป้อนข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูงให้ลูกค้า และต้องได้ข้อมูลมาอย่างมีจริยธรรม เพราะการสร้างความเชื่อใจซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ในการทำธุรกิจ

สอง มิติด้านธุรกิจ อุตสาหกรรม4.0 จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญ ซึ่งภาครัฐต้องส่งเสริมภาคธุรกิจให้สามารถดำเนินภารกิจต่าง ๆ ง่ายขึ้น เช่นสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น โดยการก้าวสู่ next normal จะต้องปรับโมเดลธุรกิจเป็น contactless ลดการสัมผัสเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความต้องการผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงองค์กรต้องทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัล

ไม่เพียงเท่านั้น จะต้องให้ความสำคัญกับ future of work ที่มี 3 องค์ประกอบ คือ 1.work-รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป ทั้งวิธีการติดต่อสื่อสารและวิธีส่งงาน เพราะคนทำงานนอกสำนักงานมากขึ้น ยกตัวอย่าง Microsoft ในสหรัฐอเมริกาให้คนทำงานจากบ้านได้ถาวรแล้ว

2.workplace เมื่อคนทำงานนอกออฟฟิศมากขึ้น บริษัทต้องพิจารณาปรับพื้นที่ในสำนักงาน โดยสร้างให้เป็นที่ที่พนักงานเข้ามาระดมความคิดร่วมกันมากกว่ามานั่งทำงานส่วนตัว

และ 3.workforce แรงงานยืดหยุ่นมากขึ้น รูปแบบการจ้างงานหลากหลายทั้งระยะสั้นและยาว

สาม มิติด้านเศรษฐกิจ ความยืดหยุ่น (resilient) ของห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญ และองค์กรจะมองเรื่องผลกระทบจากการทำสัญญาและเครดิตมากขึ้น

สี่ มิติด้านการเมือง เศรษฐกิจของประเทศฝั่งเอเชียจะฟื้นตัวเร็ว ดังนั้นหากภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการการคลัง จะตามมาด้วยมาตรการทางภาษีที่อาจสูงขึ้น และโควิด-19 ทำให้เกิดแนวคิดความเป็นชาตินิยมมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศจะกลับมาพึ่งตัวเองโดยไม่ยึดแนวคิดโลกาภิวัตน์เหมือนเช่นเคย

“สุภศักดิ์” กล่าวด้วยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน เมื่อวิเคราะห์ดูจากปัจจัยภายในประเทศพบว่าอุปสรรคคือเรื่องความไม่สงบทางการเมือง และการหยุดชะงักของธุรกิจท่องเที่ยวจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไทยเคยสร้างรายได้กับคนกลุ่มนี้อยู่มาก โดยมองว่ายังต้องอดทนไปอีก 12-18 เดือนถึงจะฟื้นตัวได้

ดังนั้น ผู้นำแต่ละองค์กรควรเตรียมแผนงานใน 6 ด้าน เพื่อสร้างความพร้อม และการเติบโตในอนาคตประกอบด้วย

หนึ่ง การกอบกู้และการเพิ่มของรายได้ เช่น ทบทวนรูปแบบและข้อเสนอทางธุรกิจปัจจุบัน, ประเมินกลยุทธ์การกำหนดราคาใหม่, แสวงหาแหล่งความต้องการใหม่ ๆ รวมทั้งโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรม

สอง การเพิ่มมาร์จิ้นและความสามารถในการทำกำไร เช่น ใช้เวลาให้มากขึ้นกับส่วนที่เพิ่มรายได้, เพิ่มความรอบคอบส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร, มองหารูปแบบและทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยง, เน้นความมั่นคงของซัพพลายเออร์และซัพพลายเชน

สาม การเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์และหนี้สิน รวมถึงสภาพคล่อง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับสภาพคล่อง,ใช้ประโยชน์สูงสุดจากมาตรการกระตุ้น และเครดิตภาษีของรัฐบาล,ตรวจสอบการแบ่งปันสินทรัพย์ และการจัดเตรียมการเช่าซื้อ และทบทวนผลงานสินค้าค้างส่งมอบ และสัญญาต่าง ๆ อีกครั้ง

สี่ เร่งทำเรื่อง digital transformationเช่น จัดลำดับความสำคัญของช่องทางข้อมูลดิจิทัล, การเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์เพื่อความคล่องตัวและความยืดหยุ่น, ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงปลอดภัยบนไซเบอร์, และเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของสำนักงานส่วนกลางและส่วนหน้าด้วยระบบ office automation

ห้า ให้การสนับสนุนพนักงาน และโครงสร้างการดำเนินงาน เช่น ทำให้พนักงานรู้สึกมั่นใจและปลอดภัย,ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน,สร้างช่องทางการประเมินความรู้สึก รวมถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจของพนักงาน, มองหารูปแบบการจ้างงานทางเลือก (เช่น การจ้างแบบชั่วคราว) และมองหาหรือคิดรูปแบบการทำงานและการส่งมอบงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หก บริหารจัดการความคาดหวังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการการสื่อสารในภาวะวิกฤต, สื่อสารนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยให้พนักงานและลูกค้าได้รับทราบ, เข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการของภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ และให้ความสำคัญกับโครงการหรือความคิดริเริ่มเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจอย่างสมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)

นอกจากนั้น “สุภศักดิ์” ยังกล่าวถึงการปรับตัวภายในเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ของดีลอยท์ ประเทศไทยว่า นอกเหนือจากการจัดเตรียมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับกับมาตรการรักษาระยะห่างของพนักงานแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารระดับสูงและทีมงานในการวิเคราะห์ปัญหา ผลกระทบลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรม และแนวทางการให้บริการที่สอดรับกับความต้องการ รวมทั้งการจัดทำบทความและรายงานตลอดจนสัมมนาออนไลน์ให้กับลูกค้าแต่ละกลุ่ม

“โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาการเติบโตของผลการดำเนินงานรอบปี 2563 (1 มิถุนายน 2562-31 พฤษภาคม 2563) ในระดับที่ดี มีอัตราเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 ซึ่งเป็นการเติบโตในทุกสายธุรกิจ คือ ธุรกิจตรวจสอบบัญชีเพิ่มขึ้นร้อยละ 7, ธุรกิจที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 20, ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 12,ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และธุรกิจที่ปรึกษาทางด้านภาษีและกฎหมายเพิ่มขึ้นร้อยละ 9”

“ส่วนแผนงานอนาคตบริษัทวางกลยุทธ์อีก 3 ปีข้างหน้าให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการบริการแบบครบวงจรของแต่ละสายธุรกิจและศักยภาพในการให้บริการแบบเครือข่ายทั่วโลก โดยมองว่าอุตสาหกรรมที่พร้อมจะกลับมาเติบโตได้ก่อน 4 กลุ่มแรก คือ กลุ่มยานยนต์, กลุ่มสถาบันการเงิน, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มพลังงาน ซึ่งกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ยังคงต้องการบริการที่ปรึกษาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการบริการด้านการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการและการควบรวมกิจการ”

โดยดีลอยท์ ประเทศไทย ตั้งเป้าประมาณการรายได้รวมสำหรับปี 2564 เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย คือ การรักษาคนเก่งในองค์กร โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการคัดสรร การพัฒนา และการดูแลบุคลากรที่มีศักยภาพสูง

อันเป็นหัวใจสำคัญต่อการผลักดันและขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดีลอยท์