เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
Finance สรรพสามิต ลดภาษีน้ำมัน B20-E20 บรรเทาค่าครองชีพประชาชน แลกสูญรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
Finance เอกนิติ ชี้ประชาชนแห่ลงทะเบียนติดโซลาร์ภาคประชาชน วันแรกพุ่งกว่า 7,000 คน
BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
Finance BCP-VGI-MFC กอดคอร่วง! ท่ามกลางข่าวอายัดหุ้น ฟาก ก.ล.ต.ยัน 3 บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับคดี
ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
Politics ครม.ไฟเขียวงบฯเงินกู้ 972 ล้าน ปั้นแรงงานติดโซลาร์เซลล์ 3.2 หมื่นคน
JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
Biz Movement JOOX เปิดเกมใหม่เร่งการเติบโตตลาดเพลงไทย
ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
Finance ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ! ‘เบน สมิธ-ยิม เลียก’ อายัดทรัพย์ 2.6 หมื่นล้าน โยงหุ้น BCP-VGI-MFC
ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย’
Politics ธนาคารโลก ให้ 115 ล้าน ศึกษา ‘คลองระบายน้ำชัยนาท–ป่าสัก-อ่าวไทย’
วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
Biz Movement วาโก้สานต่อโครงการ Princess Collection จากพระดำริ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
Finance กสิกรไทย ก้าวสู่เกตเวย์ Swift Payments Scheme แห่งแรกของธนาคารไทย
ดูทั้งหมด

แกะรอย “นโยบายเศรษฐกิจ” “ทรัมป์-ไบเดน” ที่แตกต่าง

31 ต.ค. 2563 | 20:24น.

นับถอยหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 3 พ.ย.นี้ แม้ว่าโพลทุกสำนัก “ไบเดน” จะมีคะแนนนำ แต่ก็ต้องจับตาไม่กะพริบ

“ประชาชาติธุรกิจ” เปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน และ “โจ ไบเดน” จากพรรคเดโมแครต ที่ได้หาเสียงหากได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป ซึ่งจะสะท้อนถึงภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดเงินตลาดทุนที่แตกต่างกันไป

เริ่มจาก “เม็ดเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ยังรอการอนุมัติหลังการเลือกตั้ง ซึ่งฝั่ง “โดนัลด์ ทรัมป์” เสนอใช้งบฯ 1.6-1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ “ไบเดน” ประกาศจะอัดฉีดเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าจะทำการอนุมัติเงินก้อนนี้ทันทีหลังการเลือกตั้ง ไบเดนยืนยันว่า จะสามารถผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ได้ทันที เพราะพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง ต่างกับทรัมป์ที่ไม่สามารถควบคุมให้รัฐบาลเขาอนุมัติเงินก้อนนี้ได้

“นโยบายภาษี” ถือว่าเป็นนโยบายที่ทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันอย่างชัดเจน

โดยทรัมป์ยังคงนโยบายเอื้อคนรวย คงอัตราภาษีนิติบุคคล 21% หลังออกกฎหมายลดภาษีครั้งใหญ่เมื่อปี 2017 และมีนโยบายที่ต่ออายุกฎหมายดังกล่าว (Tax Cuts and Jobs Act) จากเดิมที่จะหมดอายุปี 2025 ให้ต่อไปถึงปี 2030 ซึ่งข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบรายจ่ายรัฐบาลสหรัฐ (CRFB) รายงานว่า รัฐบาลจะเสียเงินทั้งหมด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ และยังมอบสิทธิการลดหย่อนภาษีบริษัทที่ทำรายได้สูง โดยระบุว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับประชาชน

ส่วน “ไบเดน” มีนโยบายปรับเพิ่มภาษีคนรวย โดยจะปรับเพิ่มภาษีคนที่มีรายได้เกิน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมปรับอัตราภาษีเงินได้สูงสุดจาก 37% เป็น 39.6% และเก็บภาษีกำไรบริษัทที่ทำรายได้ต่างประเทศ 21% และภาษีกำไรจากการขายหุ้น รวมทั้งปรับเพิ่มภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% ซึ่งในส่วนนี้นักวิเคราะห์มองว่า อาจจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนให้ไหลออกจากสหรัฐไปยังตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

ข้อมูลจากหน่วยงานภาษีสหรัฐรายงานว่า มาตรการภาษีของไบเดนจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2021-ปี 2030 โดยประเมินว่า 75% ของภาษีทั้งหมดจะมาจากคนมีรายได้สูงสุดจำนวน 1% ซึ่งหมายถึงไม่ได้กระทบกับประชาชนทั่วไป

ในแง่ของนโยบายการค้า แน่นอนว่า “ทรัมป์” ยึดคติ “America First” ปกป้องธุรกิจอเมริกันแบบแข็งกร้าว ด้วยการใช้วิธีการตั้งกำแพงภาษีประเทศคู่แข่งทั้งหลาย โดยเฉพาะจีน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการพยายามให้บริษัทอเมริกันสามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลาง “สงครามการค้า” ที่ชาติอื่นเข้ามาแข่งขัน

สำหรับ “ไบเดน” ยังมองจีนเป็นศัตรูเหมือนทรัมป์ แต่มีท่าทีประนีประนอมมากกว่า และชูนโยบาย “Buy America” ซื้อแต่ผลผลิตของอเมริกัน มูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ต้อง “เมด อิน อเมริกา” เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ แต่เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างมลพิษ หรือไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

ขณะที่ “ทรัมป์” ไม่เชื่อในเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” สนับสนุนการลงทุนพลังงานฟอสซิล และขุดเจาะน้ำมันเพื่อสร้างงานให้กับชาวอเมริกันที่กำลังตกงาน

นี่คือความต่าง 2 ขั้ว 2 นโยบายเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลก ในมุมที่แตกต่าง