นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งลาออกเพราะพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นว่าฝ่ายค้าน-รัฐบาล ต้องรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ร่าง เพื่อหาทางออกจากวิกฤติ
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวบนเวทีประชุมทางการเมืองในหัวข้อ “บทบาทรัฐสภาในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ 7 ญัตติ กับจุดเปลี่ยนประเทศไทย” ว่า 1 ปีที่แล้ว ตนเป็นคนหนึ่งที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและไม่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะท่าน (พล.อ.ประยุทธ์) จะเป็นจุดหรือศูนย์กลางของความขัดแย้ง ประกอบกับมิติความขัดแย้งในปัจจุบันสลับซับซ้อนมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเสียเลย
“กุญแจที่จะไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง ถ้าให้รัฐสภามีฉันทามติ ว่าถึงเวลาแล้วต้องแก้กติกาให้มีความเป็นประชาธิปไตยแบบที่สากลยอมรับ ไม่ให้เป็นกติกาที่มีคนมาพูดว่า ถูกออกแบบมาเพื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะเป็นจุดเริ่มด้วยของสมานฉันท์ ปรองดอง หรือคลี่คลายความขัดแย้งที่ดีที่สุด”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ามาตั้งโจทย์ว่าการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณา 7 ญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2563 จะทำอย่างไร เมื่อ 2 เดือนที่ความขัดแย้งออกได้ 3 ทาง
ทางที่ 1 ถ้าปล่อยกันไปแบบนี้ ไม่พยายามหันหน้าเข้าหากัน วันหนึ่งก็ต้องจบด้วยความรุนแรงและปะทะกัน
ทางที่ 2 ต้องหาเวทีและพื้นที่เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันด้วยเนื้อหาสาระ ที่เป็นประโยชน์ ถ้าทำสำเร็จจะเป็นวิธีการคลี่คลายความขัดแย้งได้ดีที่สุด
ส่วนทางที่ 3 คือ มั่ว ๆ กันไป เอาตัวรอดแล้วแต่สถานการณ์ ๆ ไป
“วันนี้ 17-18 พ.ย.จะมีความชัดเจนขึ้น ว่า ทิศทางจะไปทางไหนแน่ ถ้าวันที่ 17-18 พ.ย. เลือกที่จะปฏิเสธการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ บอกได้เลยว่า เส้นทางคลี่คลายแทบจะไม่เหลือแล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านเลย ไปไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ไปในทิศทางที่คลี่คลายได้ต้องมีการรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ”
ต้องผ่าน 3 ด่าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แม้จะผ่านวาระ 1 วาระ 2 วาระ 3 ยังจะต้องผ่านด่านการทำประชามติของประชาชน ด่านที่สอง สภาสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้อีกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านวาระ 3 มีปัญหาว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และปัจจุบันมีด่านพิเศษขึ้นมา มี ส.ว. หรือ ส.ส.ส่วนหนึ่งไม่รู้หน้าที่ตัวเองไปถามศาลว่ามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
“คนที่พยายามตีความโดยอ้างรัฐธรรมนูญปี 2550 ควรจะต้องไปอ่านคำวินิจฉัยของศาล และรัฐธรรมนูญเสียใหม่ เพราะครั้งนี้เทียบไม่ได้เลยกับครั้งนั้น เพราะครั้งนั้นไม่ต้องผ่านประชามติเลยและศาลไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัย และครั้งนี้ต้องผ่านประชามติอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องไปทำประชามติถึงสองรอบ”
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อผ่านด่านเหล่านี้เสร็จต้องไปเลือก ส.ส.ร. และกระบวนการคัดเลือกจะไปใช้อำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ และไม่รู้ว่า ส.ส.ร.จะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งต้องใช้เวลา 8-9 เดือน หรือ ปี 2565 และต้องมาทำประชามติอีกรอบ หรือ กลางปี 2565 และกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะสามารถใช้ได้จริงต้องมีกฎหมายลูกมาบังคับใช้อีก สรุปมาหลังวัคซีนโควิดแน่นอน เผลอ ๆ รัฐบาลใกล้ครบเทอม
“การรับร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่สามารถเป็นคำตอบได้ บนพื้นฐานของนายกฯไม่ลาออกตามข้องเรียกร้องจากการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือ ฉบับไอลอว์ จากการไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ ทำให้เกิดการเผชิญหน้าต่อไปและเรียกร้องให้ลาออกและยุบสภาทำให้กลับไปใช้กติกาเดิมโดยที่ไม่ได้แก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใด จึงควรรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ร่าง”
“และเป็นรูปธรรมเดียวที่แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจ เข้าใจ ได้ยิน สิ่งที่เรียกร้องว่ากติกาที่ไม่เป็นทำต้องได้รับการไขและข้อเรียกร้องได้รับการพิจารณา ซึ่งจะเป็นการสร้างเวทีและโอกาสให้รัฐสภาได้แลกเปลี่ยนกับผู้เสนอ แม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่สามารถไปแก้ไขในชั้นแปรญัตติและสามารถให้ประชาชนไปตัดสินใจการประชามติ”
สอนมวย ประยุทธ์ ส่งสัญญาณรับทุกฉบับ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แนวโน้มรัฐสภาจะรับบางร่างฯและไม่รับบางร่าง เพื่อทำให้สังคมเกิดความสับสน ทำไมวันนี้คนถึงบอกว่า ช่องว่างของทั้งสองฝ่ายไม่ลดลง ทำไมวันนี้ยังคงหวาดระแวงว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ บางคนบอกว่า นายกฯ ส่งสัญญาณและนี่ ผมว่างงาน ผมติดตามข่าว ติดตามทุกคนพูด มากที่สุด คือ ท่านนายกฯ บอกว่า ให้พรรครัฐบาลสนับสนุนร่างฯของพรรครัฐบาล มากที่สุดที่ท่านนายกฯพูดคือ มันอยู่ในกระบวนการแล้วนี่ สภากำลังพิจาณาอยู่ มากที่สุด ผมไม่ได้ขัดขวาง รัฐบาลจะเอาอย่างไรแน่
“ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ ท่านทำให้ผ่านได้ง่ายนิดเดียวครับ ท่านลุกยืนในสภาเลย บอกว่า 7 ฉบับนี้เป็นทางออกของประเทศที่จะมาพูดคุยกัน เราอาจจะไม่เห็นด้วยทุกมาตรา ทุกรายละเอียด แต่ไปแปรญัตติ ไปแก้ไขกันในชั้นกรรมาธิการและเปิดเวทีพูดคุยกัน ถ้าเราไม่ทำแบบนี้บ้านเมืองจะไปสู่ความขัดแย้ง ผมจะบริหารประเทศไม่ได้ ลุกขึ้นยืนต่อหน้า ส.ส. ส.ว.เลย ให้ผ่าน 7 ฉบับนี้ เพื่อให้ผมทำงานต่อได้”
นายอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า วันที่ 17-18 พ.ย.นี้ จะเป็นโอกาส ไม่ได้บอกว่าจะสำเร็จ ไม่ให้ปิดทางนำไปสู่ความขัดแย้งเกิดขึ้น สอง ไม่ให้เป็นการยื้อเกม ซื้อเวลา ประวิงเวลาให้ความขัดแย้งต่าง ๆ อยู่ต่อไป โดยใช้เวทีสภาแก้ปัญหาด้วยเหตุด้วยผล ถ้าสามารถทำได้ให้ดึงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับสถาบันเข้ามาอยู่ในเวทีด้วยเหตุด้วยผล ไม่มีการใช้ถ้อยคำกระทบกระเทือนความรู้สึกซึ่งกันและกัน เป็นความมั่นคงสำหรับประเทศ และเป็นช่องทางนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันผ่านกระบวรการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปเพื่อหลุดออกจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สุดารัตน์ เสนอโรดแมป 3 ข้อ ประยุทธ์ลาออกกลางธ.ค.63
ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับความจริงใจ 3 ทางออกของประเทศไทย คือ หนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 17 พ.ย.นี้จะเป็นวันเริ่มต้น และภายในกลางเดือนธันวาคม 63 จะต้องรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 วาระ และเข้าสู่กระบวนการประชามติ เพื่อเลือก ส.ส.ร.โดยเร็วที่สุด และตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ส่วนที่มาของ ส.ส.ร. ต้องเลือกตั้ง ทั้ง 3 เรื่องต้องผ่าน ส.ส.ร.จะทำงานไม่เกิน 8 เดือน ซึ่งไม่เกินปลายปี 64 จะได้เลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า สอง ตั้งคณะกรรมการหาทางออกประเทศไทย โดยให้มีกฎหมายมารองรับ จำนวน 4-5 มาตรา เพื่อสร้างเวทีที่ปลอดภัย และมีผู้ที่เป็นกลาง ผู้เห็นต่าง นายกฯเป็นคู่ขัดแย้งต้องเข้ามา โดยให้ยุติคดีผู้ชุมนุมชั่วคราวก่อน การพูดในเวทีนี้ไม่ผิดกฎหมาย และเมื่อได้ข้อยุติแล้วให้ทำเป็นสองทาง ถ้าเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญให้ส่งที่ ส.ส.ร. แต่ถ้าเกี่ยวกับข้าราชการต้องให้ไปปฏิบัติ โดยฝ่ายรัฐสภาและเสนอหน่วยงานราชการไปปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่าผิดมาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 3-5 เดือน เพราะไม่สามารถให้เกิดการชุมชุมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ ยิ่งผู้ชุมนุมเจอคดี ยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและล่มสลาย
“สุดท้ายต้องเป็นความเสียสละของท่านนายกฯ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เพราะนายกฯ คือศูนย์กลางความขัดแย้ง ถ้าท่านนายกฯบอกว่าเหนื่อยมาก เสียสละทำงานมาหลายปี อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข เดินได้ ครั้งนี้ล่ะค่ะจะเป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของนายกฯ เมื่อมีการรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ กลางเดือนธันวาคม 63 ท่านนายกฯ เสียสละลาออก และให้มีการเลือกคนเป็นนายกรัฐมนตรีในสภาในระบบ ใครก็ได้ มาชั่วคราว เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ไม่เกินสิ้นปีหน้ายุบสภา ใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเลือกตั้งปลายปี 64 คืนอำนาจให้กับประชาชน ดิฉันขอเสนอเป็นโรดแมป 3 ข้อ”