Skip to content

iSTB ลุยคราฟต์เบียร์เต็มสูบ ผุดไมโครบริวฯรับตลาดฟื้น

17 ธ.ค. 2563 | 17:30น.
iSTB ลุยคราฟต์เบียร์เต็มสูบ ผุดไมโครบริวฯรับตลาดฟื้น

“ไอเอสทีบี” จัดทัพรับตลาดคราฟต์เบียร์ฟื้นตัว เดินหน้าเพิ่มช่องทางจำหน่ายเจาะร้านสะดวกซื้อ-ซูเปอร์มาร์เก็ต พัฒนาแพลตฟอร์มมุ่งขาย B to B เตรียมส่งขวดไซซ์ 620 มล.ลงตลาด หวังปิดช่องว่าง-รับพฤติกรรมเน้นความคุ้มค่า สุ่มเปิดร้านไมโครบริวเวอรี่ “ร้านอรุณ” ยึดทำเลทองราชวัตร ผุดโรงงานใหม่ลดต้นทุน-รับโออีเอ็ม

นายอาชิระวัสส์ วรรณศรีสวัสดิ์ กรรมการ บริษัท ไอเอสทีบี จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายคราฟต์เบียร์ “ไลเกอร์” “อัลเลมองท์” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ภาพรวมของตลาดคราฟต์เบียร์ที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณพันล้านบาทเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น คาดว่าสิ้นปีนี้ในแง่ของมูลค่าตลาดรวมอาจจะทรง ๆ ตัว หรืออาจจะเติบโตขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ตลาดได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด และทางการประกาศล็อกดาวน์

โดยเฉพาะผู้ประกอบการค่ายเล็กที่เน้นขายผ่านเฉพาะร้านค้า ร้านอาหาร เนื่องจากช่องทางนี้จะถูกปิดตามมาตรการของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหลาย ๆ รายก็ไม่สามารถนำสินค้าจากโรงงานในต่างประเทศเข้ามาขายได้ ขณะที่ผู้ประกอบการหลาย ๆ รายได้ปรับตัวด้วยการหันไปให้ความสำคัญกับการนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในช่องทางที่เป็นโมเดิร์นเทรดทั้งร้านค้าปลีกค้าส่งและร้านสะดวกซื้อมากขึ้น

หากสังเกตจะเห็นได้ว่าปัจจุบันคราฟต์เบียร์หลาย ๆ ค่ายมีช่องทางจำหน่ายที่มากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อทั้งแฟมิลี่มาร์ท ซีเจ เอ็กซ์เพรส ลอว์สัน 108 รวมทั้งเซเว่นอีเลฟเว่น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเน้นการวางจำหน่ายในช่องทางที่เป็นสถานบันเทิงกลางคืน (on premise)

“จากนี้ไปคาดว่าตลาดเบียร์จะมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เริ่มดีขึ้น หากไม่มีการระบาดของโควิด-19 ระลอกสองเข้ามากระทบ อีกด้านหนึ่งก็จะพบว่าปัจจุบันคราฟต์เบียร์เริ่มมีพัฒนาการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของเบียร์สด หรือคราฟต์เบียร์ที่เป็นขวดขนาดใหญ่ จากเดิมที่จะมีเฉพาะขวดเล็กและแคนหรือกระป๋อง”

นายอาชิระวัสส์กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการดำเนินงานของไอเอสทีบี จากนี้ไปบริษัทขยายตลาดเชิงรุกมากขึ้น นอกจากการขยายช่องทางจำหน่ายไปยังร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ให้มีความครอบคลุมมากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งก็มีการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบการขาย B to B เพื่อโยกคู่ค้า-ลูกค้าที่เป็นคอร์ปอเรตมาในช่องทาง B to B 100% โดยจะมีคอร์เปอเรตไอดี/รหัส ในการสั่งซื้อของแต่ละราย รวมถึงจะมีการรวบรวมผู้นำเข้าแต่ละรายเข้ามาในระบบด้วย โดยในเฟสแรกวางเป้าหมายในการจัดคู่ค้า B to B เข้าระบบออนไลน์ให้ได้ 25 ราย 200 ร้านค้า

“เราตัดสินใจทิ้งช่องทางการจำหน่ายที่เป็นเทรดิชั่นนอลเทรดที่มีอยู่ 40-50% (ราว 400-500 ร้านค้า) พร้อมทั้งโยกคู่ค้าที่เป็นกลุ่มลูกค้าองค์กร หรือ B to B ที่มีอยู่ เข้ามาในระบบออนไลน์ทั้งหมด โดยเฟสแรกจะเป็นการซื้อขายในรูปแบบเงินสด ก่อนจะพัฒนารูปแบบการจ่ายเงินเป็นแบบเครติด 90 วัน รวมถึงจะมีการพัฒนาแพลตฟอร์มคอลเซ็นแตอร์ในการสั่งสินค้าทางโทรศัพท์ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและทดแทนรายได้จากช่องทางออนไลน์เดิม” นายอาชิระวัสส์กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดร้านไมโครบริวเวอรี่ “ร้านอรุณ” บริเวณย่านราชวัตร บนพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร 2 ชั้น เป็นร้านโรงเบียร์ขนาดย่อมที่สามารถเข้าถึงได้ และมีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย ราคาย่อมเยา โดยเฉพาะเมนูอาหารจะเน้นวัตถุดิบที่มาจากเบียร์ ไม่ว่าจะเป็น ซี่โครงหมูอบ ซี่โครงหมูตุ๋น หรือชาชู ที่มีเบียร์เป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

คาดว่าจะเริ่มทดลองเปิดเฟสแรกได้ในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป และยังมีแผนจะเพิ่มแพ็กเกจจิ้งขนาดใหม่ เป็นขวดไซซ์ใหญ่ 620 มล. จากเดิมที่มีเพียง 320 มล. ในส่วนของแบรนด์อัลเลมองท์ เพื่อรองรับช่องว่างทางการตลาด เนื่องจากช่วงโควิด-19 ผู้บริโภคเริ่มมองหาความคุ้มค่าคุ้มราคา และทำให้ขวดไซซ์ใหญ่เริ่มมีบทบาทในการซื้อกลับบ้านของผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนจะขยายไปยังแบรนด์ไลเกอร์ ในช่วงประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2564

“ที่ผ่านมาในช่วงแรก ๆ คราฟต์เบียร์จะมีเฉพาะขวดเล็ก ยังไม่มีขวดใหญ่ เนื่องจากสินค้ามีจำนวนจำกัด บวกกับเป็นช่วงเริ่มแรกของการทำตลาด การทำตลาดจึงมุ่งทำบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่เมื่อวันนี้มีช่องว่างทางการตลาดบวกกับผู้บริโภคเริ่มมองหาสินค้าที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น เราจึงตัดสินใจเพิ่มบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่เข้ามาในตลาด โดยที่ผ่านมาเราได้ลงทุนสร้างโรงเบียร์ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จากเดิมที่จ้างโรงงานในต่างประเทศผลิต ซึ่งมีไลน์การผลิตขวดแก้วขนาดใหญ่อยู่ด้วย โดยโรงงานแห่งนี้นอกจากผลิตคราฟต์เบียร์ของตัวเองแล้วก็จะรับจ้างผลิต (OEM) ด้วย”

นายอาชิระวัสส์กล่าวในตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้น ประกอบกับ ประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา เชื่อว่าทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดเบียร์โดยเฉพาะช่วงปลายปีไปจนถึงต้นปีหน้า

ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาดเบียร์และเป็นช่วงของการเฉลิมฉลอง ประเมินว่าภาพรวมตลาดคราฟต์เบียร์สิ้นปี 2563 จะหดตัวลงที่ 20% สำหรับบริษัทเองประเมินว่าอาจจะติดลบมากกว่าตลาดเล็กน้อย เนื่องจากไม่สามารถทำตลาดได้ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คราฟต์เบียร์