“ซัมซุง” ชูกลุ่มสินค้าทนทานเจาะองค์กร
“ซัมซุง” ดันสินค้าในกลุ่ม rugged device เจาะลูกค้าองค์กร โฟกัส “สมาร์ทโฟน-แท็บเลต” มั่นใจโตสวนวิกฤตโควิด-19 ปิดยอดสิ้นปีโต 42% เล็งขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัดเจาะโรงงานอุตสาหกรรม-เฮลท์แคร์
ดร.มารุต มณีสถิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า ซัมซุงเริ่มทำตลาดลูกค้าองค์กรมาตั้งแต่ปี 2561 มีการเติบโตต่อเนื่อง
โดยปีนี้น่าจะโต 42% และปีหน้าอย่างต่ำ 20% หากเจาะจงลงไปยังกลุ่มสินค้าพบด้วยว่าสมาร์ทโฟนระดับราคาเริ่มต้นไม่เกิน 5,000 บาท เติบโต 5 เท่า สมาร์ทโฟนระดับบนราคา 15,000-20,000 บาท โต 2 เท่า จากธุรกิจ B2B2C เช่น กรณีแกร็บมีการขายสมาร์ทโฟนแบบผ่อนให้กลุ่มไรเดอร์ เป็นต้น
โดยกลุ่มสินค้าที่บริษัทลงมาทำตลาดอย่างจริงจังกับลูกค้าองค์กร คือ rugged device หรือกลุ่มสินค้าที่มีความทนทาน ซึ่งปีนี้โต 2 เท่า เทียบกับปี 2561 และไทยเป็นตลาดที่ใหญ่มากในเอเชีย มีองค์กรกว่า 44% หันมาใช้สินค้ากลุ่มนี้รองจากออสเตรเลียที่มีการใช้ราว 50% สิงคโปร์ 55% และมาเลเซีย 57% ทั้งประเมินว่าตลาด rugged device ในไทยปี 2564 จะมีมูลค่าราว 73 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากมีโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ตลาดเติบโตแล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความต้องการในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน ทั้งภาคการผลิต, ค้าปลีก และธุรกิจเฮลท์แคร์ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป เช่น นักเรียน นักศึกษา ทหาร ที่ต้องการใช้สินค้าทนทาน
“องค์กรที่นำ rugged device ไปใช้พบว่าสร้างงานให้มีโปรดักทิวิตี้เพิ่มขึ้น 35% ลดต้นทุนได้ 40% ลดต้นทุนด้านระบบไอที 25% และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสต๊อกสินค้า และการขนส่งได้ถึง 35%”
ล่าสุดเปิดตัวสมาร์ทโฟนและแท็บเลตกลุ่ม rugged device อีก 3 รุ่น ได้แก่ Samsung Galaxy XCover Pro, Galaxy Tab Active 3 และ Galaxy Tab Active Pro แม้ยังไม่รองรับ 5G และมีราคาสูงกว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเลตทั่วไป 25% แต่ด้วยคุณสมบัติที่มีความทนทานรองรับการตกจากที่สูงได้ 1.5 เมตร มีอายุการใช้งานสูงสุด 5 ปี มีบริการอัพเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอ ทำให้สามารถเจาะลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่ไม่ต้องการลงทุนบ่อย ๆ และต้องการสินค้าที่มีความทนทาน
“แม้โน้ตบุ๊กและพีซีจะเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโต แต่ก็มีการแข่งขันสูง rugged device ของเราจึงจะทำเฉพาะสมาร์ทโฟนและแท็บเลต เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในตลาดนี้”
ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มองค์กร 100 แห่ง อาทิ บริษัทในเครือ ซี.พี., เอสซีจี,สยามซีเมนต์ กรุ๊ป, ปตท. และแกร็บ ซึ่งฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยในปี 2564 จะเพิ่มโฟกัสการทำตลาดไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมโรงงานในต่างจังหวัด และขยายฐานไปยังกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ รวมถึงนำสินค้ากลุ่ม rugged device ออกสู่ตลาด B2C เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ด้วย