“สำนึกรักบ้านเกิด” เกษตรกรดิจิทัลส่งออกสินค้ายั่งยืน
เกษตรกรยุคใหม่ นอกจากจะมุ่งหวังรายได้เลี้ยงชีพแล้ว เป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการส่งสินค้าขายต่างประเทศ ผลเช่นนี้ จึงทำให้ดีแทคจับมือกับ EXIM Bank, กรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด เดินหน้าโครงการประกวดเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด “การเกษตรเพื่อการส่งออก”
โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ หรือมีรูปแบบการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อยกระดับสินค้าส่งออกต่างประเทศให้เป็นต้นแบบแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ
เบื้องต้น “บุญชัย เบญจรงคกุล” ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการกล่าวว่า เวทีประกวดสำนึกรักบ้านเกิด เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการสำนึกรักบ้านเกิด เพื่อพัฒนาชุมชนด้วยปณิธานหวังปลุกจิตสำนึกการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนแก่เยาวชน ซึ่งเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดเริ่มดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฟ้นหา สนับสนุน และยกย่องเชิดชูเกษตรกรที่มีศักยภาพในการเป็นต้นแบบการประยุกต์ และปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพึ่งพาตนเอง พร้อมกับสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
“ตลอดการดำเนินโครงการ 12 ปีที่ผ่านมา ผมยังจำวันแรกที่เราเริ่มได้ ซึ่งเป็นวันที่เราต้องการหารากฐานทางการเกษตร เพราะสมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่มาก เราให้เกษตรกรถามคำถามเข้ามาแล้วเราส่งคำตอบช่วยเหลือพวกเขาผ่านทาง SMS จากนั้นเราค่อยหันมาทำเรื่องตามรอยศาสตร์พระราชา ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อมุ่งหวังเชิดชูเกษตรกรตัวอย่าง และขยายแนวคิดการเกษตรแบบครบวงจร รวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชแบบผสมผสาน”
“ตลอดจนการปลูกอย่างยั่งยืน ด้วยการปลูกแบบปลอดสารพิษ และออร์แกนิก จนมาถึงปีนี้เรายกระดับโครงการขึ้นมาโดยใช้กรอบตัดสินเรื่องของการส่งออก กับเกษตรกรที่มีความพร้อม แม้เป็นเรื่องยาก แต่มูลนิธิเชื่อว่าเราต้องสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีการเติบโต เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญ เหมือนกับ EXIM Bank จากเดิมมุ่งสนับสนุนเพียงภาคธุรกิจรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือในเรื่องการผลิตสินค้าคุณภาพ ตอนนี้เริ่มให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รายย่อยมากขึ้น”
“ด้วยการเป็นที่ปรึกษา คอยให้ความรู้แก่เกษตรกรที่อยากจะยกระดับผลผลิตของตนเอง ขณะที่ดีแทค และมูลนิธิก็ส่งเสริมเกษตรกรมาตลอด ดังนั้น ปีนี้เราจึงอยากเชิดชูเกษตรกรที่มีผลผลิตส่งออกต่างประเทศ เพื่อเป็นแบบอย่างจนกลายเป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา แชร์ประสบการให้กับเกษตรกรรายอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ที่สำคัญ ผมมีแนวคิดว่าจะดำเนินโครงการต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าไทยจะกลายเป็นครัวของโลกที่แท้จริง”
“ชารัด เมห์โรทรา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวเสริมว่า ภายใต้การแข่งขันของตลาดโลกในบริบทสินค้าเกษตรคุณภาพ ถือเป็นจุดขายหลักในการช่วงชิงส่วนแบ่งของตลาดโลก

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกษตรกรไทยจำเป็นต้องรู้จักทำเทคโนโลยีเกษตร ผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเสริมศักยภาพ ทั้งในแง่การเพิ่มผลิตภาพ และการควบคุมคุณภาพ ทำให้การลงทุนมีความแม่นยำมากขึ้น จึงจะส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ
“ดังนั้น บทบาทของดีแทคในการส่งเสริมเกษตรกรร่วมกับมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดจึงพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อติดอาวุธทางความรู้แก่เกษตรกรไทยมากว่า 10 ปี โดยล่าสุดมีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น Kaset Go โดยความร่วมมือกับยาราประเทศไทย ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่สร้างคอมมิวนิตี้ให้เกษตรกรไทยเข้าถึงข้อมูลทางการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญผ่านดิจิทัล เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาถามปัญหากับผู้เชี่ยวชาญได้โดยผ่านแอป หรือแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ให้กับเกษตรกรรายอื่น ๆ”
“นอกจากนี้ ยังมีบริการข้อมูลไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผลประจำวัน เคล็ดลับการปลูก โดยเนื้อหาจะมีความเหมาะสมกับความต้องการของเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค และสนับสนุนเกษตรกรที่มีความสนใจเฉพาะทาง เช่น การให้คำแนะนำเรื่องมาตรฐาน และใบรับรองทางการเกษตร การขนส่ง และการตลาด ซึ่งนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา”
“ตอนนี้มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 1.7 แสนครั้งแล้ว นอกจากนั้นดีแทคยังวางโรดแมปที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมอีก โดยในปี 2564 จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เสริมศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทยอย่างครบครันมากขึ้น ซึ่งเป็นการติดอาวุธให้เกษตรกรไทยมีความแข็งแกร่งพร้อมกับการเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยให้แข็งแรงมากขึ้น”
สำหรับเกษตรกรที่ได้รับรางวัลในปี 2563 ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ “เสาวลักษณ์ มณีทอง” จากสวนปันแสน จังหวัดตาก เกษตรกรผู้ผลิตสมุนไพรส่งออกไปอเมริกา, ศรีลังกา และออสเตรเลีย
รองชนะเลิศอันดับ 1 “สิทธา สุขกันท์” จากกลุ่มข้าวฅนอินทรีย์ จังหวัดพิจิตร เกษตรกรผู้ส่งเมล็ดข้าวเปลือกให้กับคู่ค้า นำไปแปรรูปเป็นแป้ง เส้นพาสต้า และราเมง
และรองชนะเลิศอันดับ 2 “ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง” จากจันทร์เรืองฟาร์ม (JR Farm) จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรผู้ส่งออกผลสด และทุเรียนแปรรูปไปประเทศจีน, สิงคโปร์, ไต้หวัน และเวียดนาม
กล่าวกันว่า “เสาวลักษณ์” ไม่เพียงเป็นคนรุ่นใหม่ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของสมุนไพรไทย ด้วยการนำพาสมาชิกในชุมชนมาผลิต “สมุนไพรไทยไร้สารเคมี” รวบรวม และแปรรูป สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อนำสมุนไพรไทยสู่สากล

ด้วยการทำการตลาดควบคู่การผลิต พัฒนาวิจัย ต่อยอดผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่าง มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากร มีการวางแผนการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ แปรรูปเอง ขายเอง ทำการตลาดเอง สามารถกำหนดราคาตลาดได้เอง พร้อมกับแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชนมีรายได้ที่น่าพอใจ
“ดิฉันมีเป้าหมายอยากสร้างป่า สร้างอาหารที่สมบูรณ์ให้กับชุมชน จึงหันหลังให้กับงานประจำเพื่อมาทำเกษตร ปลูกพืชสมุนไพรที่บ้าน เพราะสมุนไพรถือเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง แต่หาได้ยาก”
“จึงรวมกลุ่มกับชุมชนก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 7 คน มาร่วมกันดูแลผลผลิต เพื่อแปรรูป และส่งขาย โดยเส้นทางของเราเริ่มจากการโพสต์ขายผ่านออนไลน์ จนเมื่อมีชื่อเสียงจึงออกบูทขายสินค้าตามงานต่าง ๆ จนทำให้รู้จักเครือข่าย และเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น”
“ที่สำคัญ ยังทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรา เช่น ผงขมิ้นชัน ได้รับการรับรองมาตรฐานสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงมาตรฐาน USDA (United States Department of Agriculture) หรือจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ทั้งยังส่งสินค้าให้กับองค์การเภสัชฯ เพื่อส่งต่อไปขายยังอเมริกา, ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ขิงก็มีลูกค้าจากอเมริกามาทำสัญญาพร้อมกับออร์เดอร์ผลผลิตขิง 100 ต้น ให้เราเตรียมส่งในปี 2564”
“นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ plantlove แปรรูปหัวปลีเป็นเครื่องดื่มพร้อมบริโภคสำหรับเพิ่มน้ำนมแม่ ผลิตภัณฑ์นี้ตลาดหลัก คือ ออสเตรเลีย, อเมริกา และศรีลังกา จนทำให้ตอนนี้มีเครือข่ายรวม 300 รายทั้งที่เป็นเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร และพาร์ตเนอร์ทางการตลาด”
ขณะที่ “สิทธา” บอกว่า ผมชื่นชอบการทำนา และมีความตั้งใจอยากยกระดับอาชีพชาวนาขึ้นมา จึงเริ่มทำนามาตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มทำนาอินทรีย์ในปี 2558 โดยมีพื้นที่ 19 ไร่ แบ่งเป็นนาอินทรีย์ 14 ไร่ ที่เหลือเป็นสระน้ำ ปลูกพืชอื่น ๆ

พร้อมกับเชิญชวนชาวนาพิจิตรร่วมกันทำนาอินทรีย์ จัดตั้งเป็นกลุ่ม “ฅนอินทรีย์” มีสมาชิก 17 คน รวม ๆ พื้นที่นาเกือบร้อยไร่ โดยที่ผลผลิตเป็นข้าวแข็งอินทรีย์ เราส่งไปตรวจจนได้รับมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป และแผนงานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (National Organic Program-NOP) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา
“ที่สำคัญ ผลผลิตข้าวแข็งของเราสามารถแปรรูปเป็นแป้งได้ดี เมื่อได้ผลผลิตจะป้อนให้กับบริษัทที่แปรรูปเส้นราเมง และพาสต้า โดยเริ่มมีสัญญาซื้อขายในปี 2562 โดยให้จัดส่งประมาณ 100 ตัน ตอนนี้ส่งไปแล้ว 30 ตัน และบริษัทเริ่มส่งออกเส้นไปยังตลาดต่างประเทศบ้างแล้ว”
ส่วน “ณัฐวุฒิ” แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่กลับมาช่วยครอบครัวทำสวนผลไม้ ด้วยการนำความรู้ที่เรียนจบปริญญาโททางด้านพลังงานไปพัฒนาระบบการทำเกษตร จนกลายเป็นเกษตรอัจฉริยะที่มีการนำระบบหุ่นยนต์ และการควบคุมอัตโนมัติมาพัฒนาด้านการผลิต การแปรรูป จนทำให้ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และลดต้นทุนการจ้างแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ

“จากการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาปรับใช้ภายในฟาร์ม พัฒนาสวนจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนในพื้นที่ให้กับชุมชนเข้ามาศึกษา และนำไปปรับใช้กับพื้นที่ของแต่ละบุคคล เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และพัฒนาการเกษตรของประเทศให้เกิดความยั่งยืนต่อไป มีการพัฒนา เพิ่มมูลค่า แปรรูปผลผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาดจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ทุเรียนกรอบ JR Farm ที่แปรรูปด้วยเครื่องอบระบบดิจิทัล โดยมีการใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการแปรรูปในที่สุด”
นับว่าน่าสนใจทีเดียว