นัยยะจากแถลงการณ์สีจิ้นผิง
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม
ในฐานะผู้ติดตามประวัติศาสตร์ตลอดจนพัฒนาการทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองจีน การประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วประเทศครั้งที่ 19 ที่จัดขึ้นทุก ๆ 5 ปีนั้น เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ไม่ควรพลาด เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) คือองค์กรสูงสุดในการชี้นำทิศทางการบริหารประเทศจีน ดังนั้น ข้อสรุปจากการประชุมนี้คือการบอกถึงทิศทางของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองจีนในอนาคต โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (อีกนัยหนึ่งคือผู้นำสูงสุดพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ได้ขึ้นกล่าวรายงานต่อที่ประชุมในวันที่ 18 ต.ค. 2560 เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เมื่อคำนึงว่าสี จิ้นผิง เป็นบุคคลที่ทรงอำนาจสูงสุดมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองจีน หลัง พคจ.ได้อำนาจปกครองประเทศจีน ทำให้สิ่งที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงพูด เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจรับฟัง โดยผมเก็บความจากสื่อต่าง ๆ และตั้งข้อสังเกตโดยสรุปจากมุมมองส่วนตัวดังนี้
1) มีการเปลี่ยนหลักการชี้นำปรัชญาการพัฒนาประเทศจีน (principal of contradiction) อย่างมีนัยสำคัญ โดยจากนี้ไป จีนจะเน้นการเติบโตในเชิงคุณภาพมากขึ้น เช่น การใส่ใจสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงคุณภาพชีวิตประชากรจีน มากกว่าเป้าหมายเชิงตัวเลขในการพัฒนาเศรษฐกิจเช่นในอดีต ซึ่งแง่นี้ตีความในเชิงเศรษฐกิจได้ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะไม่ร้อนแรงเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว เพราะการพัฒนาจะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ไม่ง่ายและรวดเร็วเช่นในอดีต
2) ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจจีนจะเน้นไปที่การปฏิรูปด้านอุปทาน (supply side) มากกว่าเน้นด้านอุปสงค์ (อาทิ การปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เป็นต้น) โดยจากนี้ไปรัฐบาลจีนจะเน้นไปที่ผลิตภาพในการผลิต (productivity) นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และเน้นสมดุลการพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท และรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ หรือกล่าวได้ว่าเน้นคุณภาพของการพัฒนามากกว่าปริมาณ ตามที่ระบุในข้างต้น
3) กรอบระยะเวลาในการพัฒนาประเทศจีนตามแถลงการณ์ของสี จิ้นผิง มีระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น จากผู้นำสูงสุดรายอื่น ๆ ในอดีตที่มักจะเสนอกรอบระยะเวลาในการพัฒนาประเทศเพียง 5 ปีข้างหน้า แต่ในกรณีของสีนั้น ครอบคลุมถึงปี 2050 (พ.ศ. 2593) หรืออีก 33 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว นี่อาจจะสะท้อนความต้องการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนที่ยาวนานกว่า 2 สมัย ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมจีนที่ต้องการให้ประธานาธิบดีจีน ดำรงตำแหน่งเพียง 2 สมัยหรือ 10 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำรอยของการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป และอยู่ในอำนาจนานเกินไปจะมีวิจารณญาณที่ผิดพลาดและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศจีนได้ แม้ว่าในช่วงแรกจะสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากก็ตาม ดังกรณีของเหมา เจ๋อตุงที่ในช่วงบั้นปลายมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด เกือบนำสังคมจีนไปสู่ความล่มสลาย กล่าวกันว่า เติ้ง เสี่ยวผิง บุคคลที่เป็นผู้นำสูงสุดหลังยุคเหมา เจ๋อตุง เป็นคนวางหลักการวาระประธานาธิบดีไม่เกิน 2 สมัย ดังนั้น การที่สี จิ้นผิง เตรียมจะดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3 หรือต่อเนื่องจากปี 2022 (พ.ศ. 2565) ไปอีกนั้น จะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือในวาระแรก (ที่กำลังจะหมดลง) ของสี จิ้นผิงนั้น พบว่าสี จิ้นผิงได้รวบอำนาจเข้าหาตัวเองอย่างมากที่สุดเหมือนเหมา เจ๋อตุงและเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งผู้ติดตามประวัติศาสตร์จีนตลอด 5,000 กว่าปีจะทราบดีว่าปัญหาหลักในประวัติศาสตร์จีนคือ “การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง”
ดังนั้น จากนี้ไปต้องจับตาดูว่าสี จิ้นผิงจะดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 หรือไม่ เพราะถ้าคิดจะดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 3 จากนี้ไป สี จิ้นผิงจะมีเวลา 5 ปีจากนี้ไปหรือช่วงเวลาในสมัยที่ 2 นี้เพื่อวางรากฐานทางอำนาจของตนให้แน่นหนาและมั่นคงขึ้น เพื่อปูทางไปสู่การดำรงตำแหน่งต่อ ซึ่งอาจจะสร้างความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศก็เป็นได้
แต่อย่างที่อาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร แห่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เคยกล่าวไว้ว่า การมองจีนไม่อาจจะดูได้จากหลักการหรือโวหารนักการเมืองจีนเพียงอย่างเดียว หากแต่จะต้องมองไปที่การปฏิบัติหรือความเป็นจริงของสังคมจีนควบคู่ไปด้วย ดังนั้น การมองไปที่การปฏิบัติและผลที่เกิดขึ้นจริงยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการคาดการณ์แนวโน้มสังคมเศรษฐกิจการเมืองจีน