“สุชาติ ชมกลิ่น” เปิดเหตุผลตรวจโควิดเชิงรุกแรงงานต่างด้าวทั้งหมด
โควิด-19 ระลอกใหม่ ระบาดหนักหลายจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมอนิเตอร์เกือบตลอด 24 ชั่วโมงก็ว่าได้ จังหวัดสมุทรสาครถูกสั่ง “lockdown” หลังแรงงานต่างด้าวติดเชื้อการแพร่ระบาดเหมือนติดเทอร์โบ กระทรวงสาธารณสุขลุยลงพื้นที่เพื่อตรวจคัดกรองแรงงานทั้งหมด
แต่เมื่อดูจากสถานการณ์แล้วจะเห็นว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว และได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าจำนวนคนตกงานจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่กระทรวงแรงงานไม่ต้องการให้ปัญหาถาโถมทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อประคองภาคธุรกิจและแก้ปัญหาคนตกงานให้ทันต่อความเดือดร้อน
กระทรวงแรงงานยึดแนวเพื่อแก้ปัญหาก็คือ “ยืดเวลาปิดกิจการ” ในสถานประกอบการต่าง ๆ เพื่อคงการจ้างงานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด “สุชาติ” ระบุว่า นโยบายของ ก.แรงงาน ชัดเจนมาตั้งแต่การระบาดในครั้งแรกแล้ว ดังนั้น การกลับมาระบาดระลอกใหม่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และกระจายเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ จากจำนวนผู้ติดเชื้อเพียงไม่กี่ราย
จนปัจจุบันมีตัวเลขการติดเชื้อที่ยังวิ่งไม่หยุด ในการหารือร่วมกันกับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (บอร์ดแพทย์) โดยนำเสนอให้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 “เชิงรุก” โดยคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) อนุมัติงบฯ 200 ล้านบาทตรวจแรงงานในพื้นที่สมุทรสาครถึงหน้าโรงงาน ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อคัดกรองผู้ที่ไม่ติดเชื้อให้กลับมาทำงาน ขณะที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด
การเร่งรัดให้มีการตรวจเชิงรุกนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอธิบายว่า
1) จังหวัดสมุทรสาครถือเป็นหัวใจการ “ส่งออก” ของประเทศ เป็นภาคการผลิตสินค้าแปรรูปมากมาย หากปัญหาบานปลาย เศรษฐกิจของไทยจะย่ำแย่ลงอีกเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงมหาดไทยที่ช่วยเคลียร์ข้อจำกัดในพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขที่ลุยรุกตรวจถึงในโรงงานได้ราว 1,000-2,000 คนต่อวัน เมื่อพบผู้ติดเชื้อได้เร็วก็คัดแยกและรักษาได้รวดเร็วมากขึ้นเช่นกัน
2) แรงงานเถื่อนที่มีจำนวนมาก ประกอบกับนายจ้างกลัวความผิด นายจ้างให้ความร่วมมือน้อยมาก และ ก.แรงงานไม่สามารถปล่อยให้แรงงานติดโควิด-19 แบบขยายวงมากขึ้น จึงต้องใช้การตรวจเชิงรุก พร้อมทั้งประกาศให้แรงงานเถื่อนมาขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว โดยให้ถือว่ายังไม่มีความผิด และในวันที่ 15 ม.ค. 64 ที่ผ่านมาได้เปิดให้นายจ้างที่มีแรงงานเถื่อนขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้อีกด้วย
และ 3) การระบาดครั้งแรกช่วงต้นปี’63 นั้น เน้นแก้ปัญหาด้วยการใช้งบประมาณเยียวยา เช่น ลดภาระด้านเงินสมทบจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างในระบบประกันสังคม ทำให้มีการใช้งบประมาณจากกองทุนประกันสังคมเป็นจำนวนมากเฉพาะค่าใช้จ่ายรักษาฟรี สำหรับผู้ประกันตนในภาวะปกติไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
“สุชาติ” ได้ลองคำนวณคร่าว ๆ ร่วมกับทีมงานของ ก.แรงงานพบว่า หากใช้การตรวจเชิงรุกจะสกัดการติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง หากแรงงานต่างด้าว 1 คนติดเชื้อโควิด-19 ต้องใช้เงินในการรักษากว่า 10,000 บาทต่อราย เริ่มต้นที่จำนวนแรงงานต่างด้าว 100,000 คนก่อน ต้องจ่ายออกเท่าไหร่
เมื่อรวมแรงงานต่างด้าวในพื้นที่อื่นทั่วประเทศยังไม่นับรวมการจ่าย “ค่าหยุดงาน” รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการกักตัวอย่างน้อยอีก 14 วัน ล้วนเป็นต้นทุนที่เจ้าของสถานประกอบการต้องเป็นผู้รับภาระ ในรายที่ขาดสภาพคล่องก็เสี่ยงปิดกิจการ มาถึงจุดนี้ต่อให้กองทุนประกันสังคมมีเงินมากกว่าในปัจจุบันที่ 150,000 ล้านบาท ต่อให้มีกี่กองทุนเงินก็หมดขาดสภาพคล่อง รวมถึงกระทบต่อการดูแลผู้ประกันตนในมาตราอื่น ๆ ตามมาอีก
เมื่อมาดูสถิติของจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานในประเทศตามการรายงานล่าสุด (พ.ย. 64) จากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ก.แรงงานพบว่า มีแรงงานต่างด้าวจำนวน 2.5 ล้านคน โดยในจำนวนดังกล่าวมีแรงงานต่างด้าวตามข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐ (MOU) อยู่ที่ 815,848 ราย สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานมากที่สุดใน 3 อันดับแรก คือ กิจการการก่อสร้างที่ 168,325 คน รองลงมากิจการต่อเนื่องภาคการเกษตร 129,113 8 คน และในกิจการการให้บริการต่าง ๆ 75,686 คน
“เมื่อฝีแตกไปแล้ว เราก็ต้องเร่งรักษา เรามานั่งพิจารณาเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติ และเพิ่มความเร็วในการทำแต่ละเรื่อง รวมถึงเป็นการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการร่วมกันทั้งกระทรวงแรงงานมหาดไทย และสาธารณสุข ข้อบทกฎหมายอะไรก็ตามที่ทำให้ติดขัดในการแก้ปัญหา ก็มีการผ่อนปรนอย่างรวดเร็ว หากตัดสินใจช้าความเสียหายต่าง ๆ จะมาอีกเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดกิจการและคนตกงานเพิ่มขึ้นอีก”
“สุชาติ” ระบุเพิ่มเติมอีกว่า จนถึงขณะนี้พื้นที่ จ.สมุทรสาครยังคงเร่งมือในการ “ตรวจเชิงรุก” และได้กลายเป็น “สมุทรสาครโมเดล” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาหากเกิดการระบาดของโควิด-19 อย่างหนักไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 ได้อีกด้วย
อย่างกรณีที่พบการระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ภาคตะวันออกนั้นก็นำไปเป็นโมเดลเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต แต่เนื่องจากความแข็งแกร่งเชิงธุรกิจและระบบการบริหารของหน่วยงานรัฐ ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกสามารถควบคุมการระบาดได้ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตาม ก.แรงงานยังเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะ “รู้เร็วดีกว่ารู้ช้า” รวมถึงการสั่งการให้สำนักงานแรงงานจังหวัดทั่วประเทศยังคงต้องเกาะติดสถานการณ์ โดยเฉพาะการ “ประกบ” สถานประกอบการที่เสี่ยงปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่เข้าไปให้คำปรึกษา รวมถึงความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ เช่น โครงการส่งเสริมผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ด้วยการอุดหนุนค่าจ้างให้ประมาณ 50% ของอัตราค่าจ้างในแต่เดือนเพื่อช่วยเหลืออีกด้วย รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น การลดเงินสมทบเข้าประกันสังคมจากทั้งนายจ้างจากเดิม 5% เหลือเพียง 3% ไปจนถึงเดือน มี.ค. 64
ส่วนกรณีที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินชดเชยที่ 70% ของค่าจ้างปีละไม่เกิน 200 วัน (จากเดิมที่ชดเชย 50% ไม่เกิน 180 วัน) ส่วนกรณีที่ “ลาออก” ได้รับชดเชย 45% ของค่าจ้างปีละไม่เกิน 90 วัน (จากเดิมที่ 30% ไม่เกิน 90 วัน)
ส่วนกรณีที่ว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ชดเชยที่ 50% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน สำหรับสถานประกอบการที่หยุดกิจการบางส่วนหรือหยุดทั้งหมดชั่วคราว ตามมาตรา 75 นายจ้างต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้าง ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด-19 เช่น โครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชน โครงการสินเชื่่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โครงการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนที่เข้าเกณฑ์สงสัยว่าจะป่วยโควิด-19 และการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้ใช้งบประมาณน้อยลงแต่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น