Skip to content

คุยเปิดอก นายกสมาคม บลจ. จับทิศทางการลงทุนปีฉลู-เทรนด์ FIF ฮอต

18 ก.พ. 2564 | 10:14น.
คุยเปิดอก นายกสมาคม บลจ. จับทิศทางการลงทุนปีฉลู-เทรนด์ FIF ฮอต

แม้ว่าในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดกองทุนรวมจะเผชิญผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ไม่ต่างไปจากอุตสาหกรรมอื่น ทว่าหลังทั่วโลกมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบกันจำนวนมาก ก็ทำให้กองทุนรวมได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ส่วนภาพปีนี้จะเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)มาฉายภาพให้ได้เห็นกัน

เทรนด์แห่ลงทุนนอก-FIF ฮอต

โดย “วศิน” บอกว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา ยอมรับว่ากองทุนรวมได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิหดตัวลงไป -4.7% มาอยู่ที่ 7.2 ล้านล้านบาท (ไม่รวมสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของ บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) หรือ AIAIM ที่เข้ามาใหม่)

โดยเฉพาะกองทุนรวม (mutual fund) หดตัวลงมากที่สุด -7.4% มาอยู่ที่ 4.9 ล้านล้านบาท จากผลกระทบการปิด 4 กองทุนรวมตราสารหนี้เมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่กดดันให้มีเงินไหลออกจากกองทุนรวมกว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ปิดตัวไปแล้วกว่า 2.5 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน กองทุนต่างประเทศ (FIF) กลับมีเงินไหลเข้าราว 1 แสนล้านบาท และยังไหลเข้าต่อเนื่องมาถึงในเดือน ม.ค. 2564 โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศที่เป็นกองทุนเชิงรับ (passive fund) และกองทุนเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งเนื่องจากตลาดหุ้นไทยไม่มีหุ้นที่เป็นเศรษฐกิจใหม่ (new economy) การกระจายลงทุนไปยังต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

“สะท้อนภาพว่าพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน (search for yield) ก็ยังมีอยู่ และนักลงทุนให้น้ำหนักกับความเสี่ยงระยะสั้น มากกว่าโอกาสการลงทุนระยะยาว หรือย้ายไปลงทุนในต่างประเทศ แทนที่จะใช้โอกาสในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยย่อตัว เพื่อรับผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งสมาคมแนะนำนักลงทุนให้กระจายการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์”

กองทุนหุ้น “สหรัฐ-จีน” โดดเด่น

สำหรับแนวโน้มปี 2564 “วศิน” กล่าวว่า กอง FIF ยังคงร้อนแรง โดยให้น้ำหนักกับ 3 ธีมการลงทุนหลัก ได้แก่ ธีมการฟื้นตัวและการฉีดวัคซีนโควิด-19, ธีมการลงทุน 2 ประเทศขั้วมหาอำนาจ (สหรัฐกับจีน) และธีมการลงทุนที่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้ สำหรับธีมแรก เชื่อว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัว (recovery stock)

โดยเฉพาะธุรกิจในเศรษฐกิจจริง (real economy) จะปรับขึ้นได้ดี จากในปี 2563 ที่หุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นได้ดีจากอานิสงส์การใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ ให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นเกิดใหม่ (emerging market) เนื่องจากมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ

ขณะที่การลงทุนในสหรัฐกับจีนปีนี้ยังโดดเด่น โดยทั้ง 2 ประเทศได้ปัจจัยบวกจากการเปลี่ยนประธานาธิบดีจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็น นายโจ ไบเดนส่งผลให้สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเบาลง อีกทั้งตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนหลากหลายสัญชาติ

ส่งผลให้เป็นตลาดสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ โดยตลาดหุ้นสหรัฐมีน้ำหนักสูงถึง 46% เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ประเทศจีนมีข้อได้เปรียบตรงที่เป็นประเทศขนาดใหญ่ และมีการบริโภคในประเทศค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีการเติบโตของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่ต่างจากสหรัฐ ดังนั้น ทั้ง 2 ประเทศจึงเป็นประเทศที่มองข้ามในการลงทุนไม่ได้

“ปีนี้กอง FIF ก็น่าจะโตดี โดยต้นปีที่ผ่านมาก็ยังโตสูงอยู่ โดย บลจ.กสิกรไทยก็มองทิศทางปีนี้ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงได้ ซึ่งมองว่าตลาดจีนกับสหรัฐน่าจะไปได้ดีอยู่ ทั้งนี้ แนะนำให้กระจาย 3 ตลาด คือ หุ้นไทย 30% หุ้นสหรัฐ 35% และหุ้นจีน 35%”

ส่วนการลงทุนเพื่อรับภาวะเงินเฟ้อ แม้ว่าธนาคารทั่วโลกจะมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าในปีถัดไปธนาคารกลางอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ปั้นโปรดักต์เจาะ “เยาวชน”

ขณะที่แผนดำเนินงานของสมาคมในปี 2564 นี้ “วศิน” บอกว่า การขยายฐานการออมและการขยายฐานผู้ลงทุนหน้าใหม่ยังเป็นเป้าหมายหลัก โดยเบื้องต้นกำลังออกแบบให้ผู้ปกครองสะสมเงินในกองทุนแก่ลูกหลาน

ซึ่งอาจจะมีการให้ผลประโยชน์ทางภาษี (tax benefit) ให้แก่ผู้ปกครองเพื่อจูงใจ โดยระหว่างทางสามารถนำเงินออกมาบางส่วนเพื่อเป็นทุนการศึกษา แล้วจึงค่อยโอนเงินกลับให้แก่ลูกเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน

“เราอยากสนับสนุนให้เด็ก ๆ มีการลงทุนตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ใช่เฉพาะเรียนตามตำรา เพราะหากเด็ก ๆ ผ่านวงจรการลงทุน (investment cycle) แต่ละรอบเช่น 5 ปี 7 ปี ที่จะมีขึ้น มีลง เขาจะได้เรียนรู้ว่าทุกครั้งที่ผลตอบแทนปรับตัวลง ในอนาคตก็จะมีโอกาสปรับขึ้นแต่ถ้าลงในระยะที่พอสมควร การลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า”

แก้ปัญหา “วัยเกษียณ” ลงทุน

สำหรับผู้ลงทุนที่อยู่ในวัยเกษียณ เนื่องจากปัจจุบันผู้ที่เกษียณอายุแล้วจะมีทางเลือกค่อนข้างจำกัด เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บางแห่งเปิดให้คงเงินออมไว้ในกองทุนได้ แต่บางแห่งระบุให้ต้องนำเงินออกจากกองทุน เป็นต้น

หรือการนำเงินออกไปลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งก็ยังคงมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงมีแนวคิดว่าน่าจะมีโปรดักต์มารองรับเพิ่มเติม โดยให้เป็นการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนเป็นรายเดือน เช่น การจ่ายเงินปันผล หรือการขายคืนหน่วยลงทุนทุก ๆ เดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ สมาคมยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้เป็นการออมภาคบังคับเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วย

“กองทุนรวม” ปรับตัวสู้ดิสรัปต์

ที่ผ่านมาดิสรัปชั่นอุตสาหกรรมกองทุนถือว่ามาช้ากว่าธุรกิจการเงินอื่น ๆถึงตอนนี้ก็ต้องปรับตัวรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่มักจะใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก แม้ว่าปัจจุบัน 80% ของมูลค่าการลงทุนจะมาจากกลุ่มนักลงทุนที่สูงอายุ แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่มีการเติบโตขึ้นในแง่จำนวนราย

รวมถึงปัจจุบันการซื้อขายกองทุนผ่านช่องทางดั้งเดิมอย่างธนาคารก็มีความนิยมลดลงด้วย ขณะที่ช่องทางการขายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารมีการเติบโตถึง 20% เช่น การซื้อขายผ่านตัวแทนขายกองทุนรวม(LBDU) โดยเฉพาะบนช่องทางออนไลน์ที่สามารถเปรียบเทียบทั้งผลตอบแทนกองทุน และค่าธรรมเนียมได้ง่ายขึ้น

“เด็กรุ่นใหม่หาข้อมูลได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย และเขาไม่วิ่งเข้าหาแบงก์ด้วย ไม่มีเหมือนสมัยก่อนที่ดูแค่แบรนด์ดีน่าเชื่อถือ อีกทั้งธนาคารเองก็เปิดกว้างเป็นตัวแทนจำหน่ายให้หลาย ๆ เจ้ามากขึ้นเมื่อช่องทางขายเดิมมันถูกเปลี่ยน เราก็ต้องแข่งกันด้วยคุณภาพของของที่มี และคุณภาพของคำแนะนำ” นายกสมาคม บลจ.กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กองทุน