แท่นสูบน้ำมันดิบ
โจมตีซาอุฯดันน้ำมันดิบทะลุ 70 เหรียญสหรัฐ ครั้งแรกในรอบ 2 ปี จับตา “ราคาน้ำมันขาขึ้น” ผู้บริโภคเติมอ่วมปั๊มขยับราคาไปแล้ว 9 ครั้งยังไม่พ้นไตรมาส 1 ดีเซลขึ้น 3 บาท เบนซินขึ้น 3.4 บาท ด้าน สนพ.เผยวัคซีนโควิดหนุนยอดใช้ “น้ำมันเบนซิน-ดีเซล” ปี’64 โต ปตท.ปรับคาดการณ์ราคาสมมุติฐาน ชี้หากราคาดีเซลทะลุ 30 บาท/ลิตร พร้อมควักกองทุนน้ำมันฯ
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในช่วงโค้งสุดท้ายของไตรมาส 1 ปี 2563 เริ่มร้อนแรงอีกครั้ง โดยล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 8 มีนาคมราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปเป็น 71.38 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 2 ปี ผลพวงจากเหตุกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนปล่อยขีปนาวุธถล่มโรงงานกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเมื่อ 7 มี.ค. 2563
ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของไทย ทางบริษัทผู้ค้าน้ำมันได้มีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 9 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2564 มาจนถึงล่าสุดในวันที่ 9 มี.ค. 2564 ส่งผลให้ราคาน้ำมันในกลุ่มดีเซลขยับขึ้นเฉลี่ยลิตรละ 3 บาท จากต้นปีที่ 28.64 บาท เป็น 31.64 บาท ขณะที่กลุ่มเบนซินขยับขึ้นลิตรละ 3.40 บาท จาก 30.66 เป็น 34.06 บาท
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้แนวโน้มภาพรวมการใช้พลังงานจะปรับตัวดีขึ้นใกล้เคียงกับคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีพีดี) ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 2.5-3.5% โดยเฉพาะการใช้น้ำมันเบนซินน่าจะเพิ่มขึ้น 3.8% หรือประมาณ 30 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดีเซลขยายตัวประมาณ 2.2% หรือปริมาณ 60-65 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเครื่องบินน่าจะติดลบประมาณ 60%
“แม้ว่าช่วงต้นปีไทยต้องเผชิญกับภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงจากการเฝ้าระวัง และเริ่มทยอยนำเข้าวัคซีนมาใช้ป้องกันโรคแล้ว ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลายลง การใช้พลังงานในภาพรวมเราจะดูจากจีดีพีเป็นหลัก ซึ่งล่าสุดข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ประกาศตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวระหว่าง 2.5-3.5% คาดว่าการใช้พลังงานก็ค่อนข้างสอดคล้องใกล้เคียงกัน”
“ปริมาณการใช้น้ำมันจะกลับมาที่เดิม ตอนนี้เริ่มกลับมาแต่พีกจริง ๆ อย่างดีเซล จะใช้ 60-65 ล้านลิตร แต่มันเคยไปถึง 70 ล้านลิตร”
อย่างไรก็ตาม ดีมานด์การใช้น้ำมันเครื่องบิน (JET) ยังมองว่าน่าจะยังติดลบ 60% แม้ว่าการเดินทางโดยเครื่องบินจะมีผ่อนคลายแต่มันก็ยังไม่ดีเท่าไร แต่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี น่าจะมีบวกขึ้นมาแล้ว เพราะว่ามีวัคซีนมา และประเทศไทยก็เริ่มผ่อนคลายตัวนักท่องเที่ยวที่จะทรานซิตเข้ามา
ในด้านราคานั้น แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีโอกาสจะปรับสูงขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 58-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าคาดการณ์เดิมในช่วงปลายปี 2563 ที่ประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ 50-55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากต้นปีที่ผ่านมาประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้ามาบริหารประเทศ และได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นคีย์หลักสำคัญของโลก ประกอบกับกลุ่มโอเปกและพันธมิตรยังคงจำกัดและลดกำลังการผลิต ซึ่งอาจจะมีการประชุมทบทวนในเร็ว ๆ นี้
“ดีมานด์เพิ่มจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น มาตรการล็อกดาวน์ต่าง ๆ ซึ่งภาพนี้มันก็เลยทำให้ตัวราคาน้ำมันช่วงนี้ขึ้นสูงมาก ๆ โดยเคยขยับไปสูงสุดถึง 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และก็มีความแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ประมาณนี้ แต่โดยภาพรวมสภาพัฒน์มองว่าอยู่ที่ 48-58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจจะไม่ถูกแล้ว เพราะจากที่เราคุยกับทาง ปตท.ที่ทำงานร่วมกัน เขาประเมินว่าจะอยู่ที่ประมาณ 58-65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยภาพรวมแล้วถ้าเราเน้นหลัก ๆ คือ น้ำมันกับไฟฟ้า เราต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด เพราะต้นปีกับปลายปีค่อนข้างเปลี่ยนแปลง”
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มขาขึ้น ทางกระทรวงยังมุ่งเน้นมอนิเตอร์ราคาดีเซลอย่างใกล้ชิด โดยหากปรับขึ้นใกล้ระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตร ก็จะมีกองทุนน้ำมันฯเข้าไปช่วยบรรเทาและเยียวยาผลกระทบระดับหนึ่ง
“เรื่องราคาดีเซล ตัวเลขที่เราดูวันนี้ไม่ให้กระทบคือประมาณ 30 บาทต่อลิตร ถ้ามันขึ้นไปเรื่อย ๆ ใกล้ระดับนั้นก็จะมีกองทุนน้ำมันฯเข้าไปช่วยบรรเทาในระดับหนึ่ง เป็นการใช้เงินตามกฎหมายสามารถทำได้ เพราะกฎหมายเขียนว่าหากราคาดีเซลอยู่สักประมาณ 30 บาทต่อลิตร กองทุนสามารถเข้าไปช่วยอุดหนุนหรือบรรเทาผลกระทบในช่วงสั้น ๆ ได้”
ทั้งนี้ ปัจจุบันฐานะสุทธิกองทุนน้ำมันฯคงเหลือรวม 24,442 ล้านบาท ในส่วนของน้ำมันเหลือ 35,105 ล้านบาท ส่วนของ LPG ติดลบ 10,663 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า ในส่วนการจัดทำแผนฟื้นฟูของการบินไทยที่จะปรับลดบางเส้นทางบิน และขายเครื่องบินบางส่วน มีผลต่อการใช้น้ำมันในอนาคตเพราะเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่