Tech Times มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
ในที่สุดบริการเทเลเฮลท์ของ Amazon ก็ได้ฤกษ์ปูพรมสักที หลังทดสอบให้บริการกับพนักงานของตัวเองในวอชิงตันรัฐเดียวมาได้สองปี
ล่าสุดยักษ์อีคอมเมิร์ซอย่าง Amazonก็ประกาศรุกตลาดสุขภาพเต็มตัว ภายใต้ชื่อ Amazon Care โดยจะเริ่มให้บริการพนักงานของตัวเองใน 50 รัฐทั่วอเมริกากลางปีนี้
Amazon Care เป็นแอปพลิเคชั่นที่ให้บริการ Telemedicine โดยทีมแพทย์และพยาบาลตลอด 24 ชม.
Amazon ทดลองให้บริการกับพนักงานของตัวเองในรัฐวอชิงตันมาตั้งแต่ปี 2019 โดยเป็นการให้บริการผ่านระบบออนไลน์และโทรศัพท์เป็นหลัก แต่ในซีแอตเทิล บริษัทมีการทดลองให้บริการเพิ่มเติม อย่างบริการตรวจเยี่ยมตามบ้านและบริการดีลิเวอรี่ยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ
เมื่อวันพุธที่ผ่านมาบริษัทประกาศจะขยายบริการให้พนักงานของ Amazon ทั่วประเทศภายในกลางปีนี้
ส่วนบริษัทใดที่สนใจอยากนำบริการนี้ไปให้พนักงานของตัวเองใช้ก็สามารถสมัครใช้ได้ภายในกลางปีนี้เช่นกัน
สำหรับบริการตรวจเยี่ยมนอกจากที่ซีแอตเทิลแล้ว บริษัทจะขยายไปยังบัลติมอร์ วอชิงตัน ดี.ซี. และนอร์ทเทิร์น เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่แห่งที่สองของบริษัทด้วย
ผู้อำนวยการ Amazon Care คริสติน เฮลท์ตัน บอกว่า บริการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากพนักงานของบริษัทที่ทดลองใช้บริการมาตั้งแต่ 18 เดือนก่อน และเป็นที่สนใจของบรรดาบริษัทนายจ้างจำนวนมากที่สอบถามเข้ามาตลอดว่าเมื่อไรจะเปิดให้บริษัทอื่นได้ใช้บ้าง
คริสตินบอกว่า บริการ Amazon Care นั้นถูกออกแบบให้เป็นบริการเสริมหรือเพิ่มเติมจากประกันสุขภาพที่นายจ้างมีให้ลูกจ้างอยู่แล้ว
แม้ Amazon จะเคยชิมลางให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Amazon Pharmacy ที่เกิดจากการควบรวมกิจการกับ PillPack สตาร์ตอัพที่ให้บริการส่งยาตามบ้านในปี 2018 หรือ Amazon Halo สายรัดข้อมือเช็กชีพจรและการเต้นของหัวใจ แต่ Amazon Care จัดเป็นการรุกคืบตลาดเฮลท์แคร์อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกของบริษัท
จังหวะก้าวของ Amazon ในครั้งนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคโควิดที่นิยมการใช้บริการ
Telemedicine มากกว่าการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
โดย Amazon Care มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นองค์กรนายจ้างที่กำลังมองหาบริการเสริมมาดูแลสุขภาพพนักงานของตนนอกเหนือไปจากประกันสุขภาพหลักที่มีอยู่แล้ว
ปัจจุบันมีบริษัทนายจ้างจำนวนมากต้องการดูแลสุขภาพของพนักงานตั้งแต่เนิ่น ๆ บางแห่งถึงกับตั้งคลินิกใกล้ที่ทำงานเพื่อให้พนักงานได้รับการตรวจอย่างทันท่วงที เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาค่ารักษาพยาบาลพนักงานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่นายจ้างมีให้ลูกจ้างนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำให้นายจ้างเริ่มสนใจใช้บริการ Telemedicine เพื่อช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีไปนาน ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้วยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย
การระบาดของโควิดยิ่งทำให้บริการ Telemedicine เป็นที่ต้องการมากขึ้น 6 เดือนที่ผ่านมามีดีลควบรวมกิจการขนาดใหญ่ในวงการเทคและเฮลท์แคร์เกิดขึ้นมากมาย เช่น เดือนตุลาคมปีก่อน Teladoc ทุ่มเงินกว่า 18 พันล้านเหรียญเข้าเทกโอเวอร์ Livongo ผู้ให้บริการผู้ป่วยเบาหวาน
ต่อมาเมื่อกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมา Cigna ก็เข้าซื้อ MDLive ที่ให้บริการ Virtual Care มาไว้ในครอบครอง ตามด้วยเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนที่ Dr.on Demand เพิ่งประกาศควบรวมกับ Grand Rounds เพื่อให้บริการติดตามสุขภาพผ่านระบบออนไลน์ไปสด ๆ ร้อน ๆ
ทั้ง 3 ดีลนี้ล้วนแต่มีเป้าหมายในการให้บริการดิจิทัลเฮลท์แคร์แบบไฮบริด เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรที่มองหาบริการสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ตลอดจนการรักษาทั้งแบบ virtual และแบบเจอหมอตัวเป็น ๆ
เทรนด์นี้ยังลามไปถึงแวดวงประกันด้วย เพราะเริ่มมีบริษัทประกันขนาดใหญ่ขยับให้บริการเทเลเฮลท์กันแล้ว เช่น CVS Health ที่ทำโครงการนำร่องให้บริการ Minute Clinic ซึ่งเป็นการให้บริการ Virtual Care กับองค์กรนายจ้างขนาดใหญ่ และ UnitedHealth Group ที่เพิ่งเปิดให้บริการคล้าย ๆ กันไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
แน่นอนว่าวันนี้ Amazon ยังเป็นแค่น้องใหม่ในตลาดนี้ แต่ตลาดสุขภาพเป็นตลาดที่ใหญ่มากทำให้มีพื้นที่เติบโตอีกเยอะ การเข้ามาของบิ๊กเทคอย่าง Amazon ในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามอง
ยิ่งเมื่อดูจาก track recordของ Amazon ในการไล่ทุบเจ้าถิ่นมานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวงการค้าปลีก เว็บเซอร์วิส คลาวด์คอมพิวติ้งไปจนถึงวงการบันเทิง จึงมั่นใจได้เลยว่า นับจากนี้ไปการแข่งขันในวงการเทเลเฮลท์แคร์ต้องร้อนแรงทะลุจุดเดือดแน่นอน