4 กูรูคริปโทเคอร์เรนซี จี้สำนักงาน ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์คุณสมบัติผู้ลงทุน “นภนวลพรรณ” ผอ.ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน เผยนักลงทุนให้ความเห็น 6,819 ราย ไม่เห็นด้วยเกณฑ์ “ฐานะทางการเงิน” บางส่วนมีเห็นด้วยวัดผลความรู้
นางสาวนภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในงานเสวนา “มุมมองกับการกำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนในคริปโทฯ” ว่า
ปัจจุบันเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนในคริปโทฯ ที่จะปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) ในวันที่ 27 มี.ค. 2564 ขณะที่มีผู้ให้ความเห็นแล้ว 6,819 ราย ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย โดยบางส่วนจะเห็นด้วยกับคุณสมบัติด้านความรู้ แต่คุณสมบัติด้านฐานะทางการเงินจะไม่เห็นด้วยเลย และนอกจากที่ส่งความเห็นเข้าที่ ก.ล.ต.แล้ว ทางสำนักงานเองได้ไปตรวจสอบโพสต์ความเห็นต่าง ๆ อีก 42 โพสต์ โดยรวมความเห็นได้ทั้งหมด 9,618 ความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
โดยความเห็นและข้อเสนอแนะเบื้องต้นสำหรับคุณสมบัติด้านฐานะทางการเงิน มองว่าอาจจะสร้างความเหลื่อมล้ำ/ปิดกั้นหรือไม่ จะเป็นการผลักคนไปอยู่ในธุรกิจใต้ดินหรือเปล่า ขณะที่บางความเห็นสะท้อนรายได้ประชากรไทยอาจจะอยู่ที่ 1.5-2 แสนบาท เพราะมูลค่า 1 ล้านบาทสูงเกินไป

ส่วนคุณสมบัติด้านความรู้ หลายคน ๆ ให้ความเห็นเบื้องต้นว่า ผู้ทดสอบผ่านหลักสูตรด้านการลงทุน เช่น Chartered Financial Analyst (CFA) Certified Investment and Securities Analyst (CISA) อาจจะไม่ตอบโจทย์ตัวคริปโทฯ หรือไม่ อาจจะมีการกำหนดความรู้หรือวัดพื้นฐานความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ รวมทั้งคะแนนการทดสอบความรู้ (Knowledge Test) อีกด้วย
นายพิริยะ สัมพันธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ Chaloke.com กล่าวว่า โดยส่วนตัวถ้าตามหลักการที่ออกมาค่อนข้างไม่เห็นด้วย แต่เข้าใจหน้าที่การทำงานของ ก.ล.ต. แต่ก็เข้าใจตลาดด้วยในฐานะผู้ลงทุน เพราะคุณสมบัติของคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิตคอยน์ ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นเงินของประชาชน ซึ่งถูกออกแบบมาให้ต่อต้านการถูกกีดกันหรือควบคุม
เพราะฉะนั้นสิ่งที่มองคือไม่ควรจะกำหนดระดับรายได้และระดับความรู้เท่าไร เพราะคริปโทเคอร์เรนซีเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้เมื่อไหร่ก็ได้ผ่านหลากหลายช่องทาง ถ้าพยายามกีดกันหรือควบคุมจะกลายเป็นเกม “แมวกับหนู” ท้ายที่สุดอาจจะปิดช่องทางที่เข้าถึงได้จาก Exchange ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
“ดังนั้นกฎเกณฑ์แม้ว่าจะกำหนดไว้อย่างไร อาจจะไม่สามารถทำให้เกิดผลที่ตั้งใจให้เกิดได้ เช่น ต้องการป้องกันนักลงทุนที่ไม่มีความรู้ และมีประสบการณ์น้อย ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้ไม่สามารถปกป้องเขาได้ ต้องยอมรับความจริง เพราะเขาจะหาทางอื่นได้ เพราะจะมีคนพาเขาไป”
ส่วนเรื่องคุณสมบัติความรู้ ปัจจุบันเรามีข้อสอบใบขับขี่วัดผล 95% ถึงจะสอบผ่าน แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยการขับขี่น้อย เพราะฉะนั้นการสอบอาจจะไม่แสดงให้เห็นในการคัดคนได้ แต่เห็นด้วยว่าคนควรจะมีความรู้ เด็ก ๆ ที่จะเข้ามาควรจะได้ความรู้ ดังนั้นควรจะมีความพยายามเผยแพร่ความรู้ให้มากกว่านี้
“ตลาดนี้เหมือนอยู่ในทุ่งกว้าง ๆ ถ้าเอากำแพงไปตั้งไว้ตรงกลาง คนก็แค่เดินข้ามหรือเดินอ้อม ดังนั้นถ้าเราให้ความรู้กับประชาชนแบบเอ็กซ์ทีฟและย่อยให้เข้าใจง่าย” นายพิริยะกล่าว
ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของคนไทย ซึ่งวิธีนี้คือการนำเงินเอาไปลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งทั่วโลกจะมีการกำกับดูแลลิมิตอยู่พอสมควร โดยผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางตัวก็ยังไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงได้
เช่น เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) หรือการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงในวงจำกัด (Private Placement) ซึ่งคนที่เข้าถึงได้จะเรียกว่า Credit Investor หรือคนที่รับความเสี่ยงได้และมีศักยภาพในการลงทุน ซึ่งเกณฑ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ชี้วัดคือสถานะทางการเงิน ซึ่งเกณฑ์ที่ Credit Investor ลงทุนได้จะมีเกณฑ์โหดมาก เช่น ต้องมีสินทรัพย์ถึง 50 ล้านบาท รายได้ต่อเดือน 4 ล้านบาท และพอร์ตการลงทุน 10 ล้านบาท
“ซึ่งต้องมาพิจารณาว่า การที่มีเงินจะมีศักภาพจริง ๆ หรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ อาจจะไม่ใช่เสมอไป” ดร.ภูมิศิริกล่าว
ถ้ามามองผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงคริปโทฯ อย่าง P2P Lending หรือ Crowdfunding หรือ IPO กลุ่มเหล่านี้ ผู้ลงทุนหรือผู้ให้กู้ต้องมีเกณฑ์สถานะการเงินเหมือนกัน อาจจะไม่เท่ากันแต่เกณฑ์ไม่สูงมาก แต่ต้องมองสองด้าน เพราะการนำเงินมาลงทุนในคริปโทฯ จะมีความเสี่ยงกับตัวผู้ลงทุน (เหรียญมีราคาแกว่งค่อนข้างแรง) เทียบกับการลงทุนอื่น ๆ และยังเสี่ยงไปถึงระบบทางการเงิน เพราะลิงก์กันทั้งระบบ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยถือเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินได้เหมือนกัน
เช่น peer to peer Lending ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ส่วนเกิดจากที่รายย่อยมีการไปลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งเกิดจากการไปกู้เงินมาเพื่อนำมาลงทุน สุดท้ายก็เกิดความเสี่ยงต่อระบบ แล้วผู้กำกับดูแลต้องเข้ามาดูแล โดยการแบนไม่ให้ใช้เลย ซึ่งไม่อยากจะให้เกิดกับฟินเทค หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวไหน เพราะมองว่ามีคุณค่าของตัวสินค้านั้น ๆ เอง
“สิ่งที่อยากจะให้กลับไปมองคือ เกณฑ์คุณสมบัติเรื่องฐานะการเงินหรือการทดสอบความรู้ คุ้มค่าแค่ไหน แฟร์แค่ไหนสำหรับใคร” ดร.ภูมิศิริกล่าว
นายพีรพัฒน์ หาญคงแก้ว ผู้บริหารสูงสุด Blockchain Review กล่าวว่า หลังจากเห็นเฮียริ่ง ก.ล.ต.เรื่องนี้ และเกิดการถกเถียงค่อนข้างรุนแรงเกี่ยวกับคุณสมบัติความรู้และสถานะทางการเงิน ซึ่งทุกคนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่เห็นด้วยกับคุณสมบัติสถานะทางการเงิน
ซึ่งจริง ๆ เกณฑ์นี้ไม่ได้กระทบรายย่อยที่เล่นอยู่แล้ว แต่จะมีผลต่อนักลงทุนรายย่อยหน้าใหม่ ไม่มีประสบการณ์ความรู้ เพราะตรงนี้เป็นตลาด Free Market ในความเป็นจริงคือคนมีความยินดีอยากจะไปวิ่งเล่นในตลาดโลกอยู่แล้วเพื่อหา Financial Product ที่หลากหลายกว่า
“รายย่อยที่เล่นอยู่แล้ว จะเข้าใจเพราะตลาดนี้เกิดใหม่ จะมีความผิดพลาดได้ จึงมีความรู้หากระบบของผู้ประกอบการมีปัญหา จะต้องโอนคริปโทฯ ไว้ที่กระเป๋าของตัวเองได้ แต่ Exchage เหล่านี้อาจจะยังไม่ได้ให้ความรู้กับผู้คน หรือไกด์บุ๊กผู้ลงทุน ซึ่งจำเป็นต้องรู้เพราะสำคัญมาก โดยความรู้ที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ในการเก็บรักษาและการโอน” นายพีรพัฒน์กล่าว
แต่สำหรับคุณสมบัติความรู้ จริงๆ อยากจะให้วัดผลยากๆ ไปเลย เพราะมีคนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดนี้มากพอสมควร
นายกวิน พงษ์พันธ์เดชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทาซซ่า จำกัด กล่าวว่า เรื่องเกณฑ์รายได้ที่ 1 ล้านบาทอาจจะมากเกินไป ไม่เห็นด้วย ตัวเลขกฎเกณฑ์ตรงนี้ไม่ควรจะมีเลย เพราะทุกคนเริ่มต้นจากศูนย์ หรือบางคนมีเงินเข้ามาเล่นก็วัดผลไม่ได้ว่าจะเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์แบบนี้ ส่วนเรื่องเกณฑ์ความรู้ การวัดผลโดยข้อสอบอาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์ 100% ว่าหลังจากทำข้อสอบจะมีความรู้จริง เพราะว่าจะมีการลองผิดลองถูก
ขณะที่การบังคับใช้ก็มีความท้าทายอยู่มาก เช่น ถ้าดูว่าคนๆ หนึ่งจะมีเงินเดือนเท่าไรต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบหากลูกค้าเข้ามามากๆ จะยุ่งยากมาก และหากลูกค้าไม่ผ่านเกณฑ์และไปหาช่องทางไม่ถูกกฎหมาย ไปซื้อขายกับคนที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ถูกคุ้มครอง การบังคับใช้จะค่อนข้างยากและเงินจะไหลออกไปข้างนอก
และความเป็นธรรม ถ้าเคาะตามเกณฑ์เดิมที่เฮียริ่ง เชื่อว่า 99% ของคนจะเข้าไม่ถึงสินทรัพย์ตัวนี้เลย ซึ่งเป็นการตัดขนาดตลาดให้หดตัวลงจากสภาพคล่องที่หายไป ซึ่งปัจจุบันไทยมี Exchage ประมาณ 7 แห่ง มีโบรกเกอร์ประมาณ 5 แห่ง ดีลเลอร์ 1 แห่ง และ IPO Protal อยู่อีก 4 แห่ง อาจะทำให้คนที่ประกอบธุรกิจอยู่แล้วจะลำบาก

นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นการจัดสัมมนาออนไลน์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก 4 กูรูต่อมุมมองการกำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจากวันที่ 3 มี.ค. 2564 ที่มีการจัดเสวนา “เจาะลึกทุกประเด็นการกำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนในคริปโทฯ” ซึ่งปัจจุบันมีโจทย์ตุ๊กตา 2 ด้านหลัก คือ
1.คุณสมบัติด้านฐานะการเงิน
1.1.นักลงทุนต้องมีรายได้ต่อปี ไม่นับรวมกับคู่สมรส ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป
1.2.มีสินทรัพย์สุทธิ(net worth) ตั้งแต่ 10 ล้านบาท โดยไม่นับรวมมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยประจำ
1.3.มีมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (port size) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
2.คุณสมบัติด้านความรู้
2.1.ผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หรือ มีประสบการณ์ลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ เป็น professional ตามที่สำนักงานกำหนด
2.2.ผู้ลงทุนต้องมีการทดสอบความรู้ (knowledge test) และต้องมีคะแนนการทดสอบความรู้ในแต่ละหัวข้อไม่น้อยกว่า 80% ตามที่ ก.ล.ต.กำหนด
“ตั้งแต่ที่ ก.ล.ต. เปิดเฮียริ่งมาเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2564 ปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม โดยยังรับฟังความเห็นไปจนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 27 มี.ค. 2564 ปัจจุบันมีผู้ให้ความเห็นไปแล้วเกือบ 7,000 ความเห็น” เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าว
เลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวว่า หลังจากปิดรับฟังความเห็นไปแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 28 มี.ค. 2564 สำนักงาน ก.ล.ต. จะรวบรวมความเห็นเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.ในนัดถัดไปโดยเร็ว เพื่อสรุปเอกสารเฮียริ่งที่ปรากฎออกมา คณะกรรมการ ก.ล.ต. (ผู้มีอำนาจ ตาม พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล) จะกำหนดออกมาเป็นนโยบายอย่างไร ขอเน้นย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากความคิดเห็นยังไม่จบสิ้น
