Skip to content

NTT DATA ผุดเทคโนโลยีโซลูชันใหม่ “วิเคราะห์ธุรกิจ” รุกตลาดไทย

26 มี.ค. 2564 | 13:06น.
NTT DATA ผุดเทคโนโลยีโซลูชันใหม่ “วิเคราะห์ธุรกิจ” รุกตลาดไทย

NTT DATA ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นส่งบริษัทลูก NTT DATA IOMC เดินหน้าลุยตลาดไทย ผุดโซลูชันเทคโนโลยีทำการตลาด หวังจับกลุ่มภาคธุรกิจไทย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมตั้งเป้าโต 5%

วันที่ 26 มีนาคม 2564 นายภูวนาท เทียนเนียม ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท NTT DATA IOMC เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดผู้ให้คำปรึกษาด้านการจัดการธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีในตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในประเทศไทยธุรกิจดังกล่าวยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก และตลาดยังจำกัดอยู่ในวงแคบ

ดังนั้น NTT DATA Corporation ผู้ให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น บริษัทแม่ของ NTT DATA IOMC จึงเล็งเห็นโอกาสการเติบโต และเริ่มเปิดฮับในไทยช่วง ปี 62 และเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 64

โดยได้จัดตั้งให้บริษัท เฮาส์ออฟเอ็ม จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ เป็นตัวแทนการจัดจำหน่ายโซลูชันในประเทศไทย เพื่อขยายตลาดในไทยและกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“การร่วมงานกันครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อทำการตลาดให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ อาทิ การเงิน รีเทล โดยใช้โซลูชันเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยวิเคราะห์ เพื่อสร้างยอดขายและเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำให้แก่ภาคธุรกิจต่าง ๆ”

ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดจากนี้ไป เบื้องต้นบริษัทฯ จะนำเสนอโซลูชันเทคโนโลยี Supply and Demand Optimization โดยนำบิ๊กดาต้าที่ได้จากข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย เทรนด์ตลาดของผู้บริโภค ผนวกกับ ID-POS ระบบข้อมูลการขายในหน้าร้าน

เพื่อช่วยเชื่อมโยงลักษณะเฉพาะของลูกค้าในแต่ละรายที่มีต่อผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น และวิเคราะห์โดยใช้ AI สร้างความได้เปรียบทางการตลาด สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้

โดยมีเป้าหมายเจาะกลุ่มตั้งแต่บริษัทใหญ่ รวมไปถึงเอสเอ็มอีรายย่อยในไทยก่อน ทั้งตลาดแมสและตลาดนีช จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีโอกาส เช่น ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโซลูชัน Venture Builder-Builder Valuable Partnership การจับคู่สร้างความร่วมมือในเชิงธุรกิจระหว่างภาคธุรกิจและกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกัน และช่วยปรับขนาดของรูปแบบสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

และ .JCM (Joint Crediting Mechanism) โครงการสนับสนุนเงินทุนสำหรับธุรกิจที่สามารถช่วยลดคาร์บอนในการประกอบธุรกิจ เพื่อความยั่งยืนได้

“อย่างไรก็ตาม บริษัทฯเรายังถือเป็นหน้าใหม่ในประเทศไทย จึงตั้งการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 5% แต่เชื่อว่าโอกาสเติบโตในประเทศไทยยังมีอีกมาก เนื่องจาก การดิสรัปต์ชันจากโควิดและเทคโนโลยี ส่งผลให้ภูมิทัศน์การตลาดในไทยเปลี่ยนไปมาก และเชื่อว่าภาคธุรกิจต้องปรับตัวทำตลาดโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจของบริษัทขยายตัวตามไปด้วย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สตาร์ตอัพ