เก็ง Q1 แบงก์กำไร 3 หมื่นล้าน ลุ้นทั้งปีฟื้นตามเศรษฐกิจ-“พักทรัพย์ฯ” หนุน
หุ้นกู้-แบงก์-ตลาดหุ้น
โบรกฯประเมินกำไรแบงก์ Q1/64 อยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท “บล.ทิสโก้” มองผลประกอบการกลุ่มฟื้นจาก Q4/63 แต่ทรุด 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คาดรายได้ดอกเบี้ยติดลบ แถมบอนด์ยีลด์พุ่งกระทบพอร์ตลงทุน ด้าน “ยูโอบี เคย์เฮียน” ชี้ซอฟต์โลนใหม่หนุนกำไรแบงก์ไม่มากส่วน “พักทรัพย์พักหนี้” ลดความกังวลหนี้เสีย-ไม่ต้องจัดชั้น/สำรองเพิ่ม แนะทยอยซื้อสะสมหุ้นแบงก์ คาดฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ-เปิดประเทศ ประเมินกำไรกลุ่มปีนี้โต 13% จากปีก่อนติดลบกว่า 30%

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2564 ของธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง คาดการณ์กำไรสุทธิรวม 30,404 ล้านบาท ลดลง 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน (ดูตาราง)
ปัจจัยหลัก ๆ มาจากรายได้ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงเหลือ 2.75% จาก 2.81% ในไตรมาสก่อน ซึ่งกดดันรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ติดลบกว่า 7.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ประกอบกับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non NII) แม้ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้าแต่ยังติดลบที่ 5.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบตามทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ที่ปรับตัวสูงขึ้น กดดันทำให้บางธนาคารมีผลขาดทุนจากการลงทุนในพันธบัตร
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.23% จากระดับ 4% ในไตรมาส 4/2563 อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานปรับตัวลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ซึ่งส่งผลทำให้ต้นทุนการตั้งสำรองลดลง โดยต้นทุนความเสี่ยงของสินเชื่อที่ไม่ได้รับการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย (credit cost) ลดลงเหลือ 1.51% จาก 1.66% ในไตรมาส 4/2563 และรายได้ค่าธรรมเนียม (fee income) ปรับตัวเพิ่มเป็น 5% จากติดลบ 2.9% ในไตรมาส 4/2563 ส่วนสินเชื่อคาดว่าจะเติบโตได้ 6.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
สำหรับแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีคาดว่าหุ้นกลุ่มแบงก์จะปรับตัวดีขึ้น จากมาตรการสินเชื่อซอฟต์โลนที่น่าจะทำให้แบงก์มีผลประกอบการที่ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันจากความเสี่ยงเรื่องการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลได้
“ถ้าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้นโดยเฉพาะมีการเปิดประเทศ คาดว่าแบงก์ไม่น่าจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตั้งสำรองมากเหมือนกับปีก่อน ๆ ทำให้โดยรวมกำไรน่าจะดีขึ้น”
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมกำไรแบงก์ไตรมาสแรกปีนี้น่าจะฟื้นตัวได้กว่า 15% จากไตรมาสก่อน หลัก ๆ มาจากตั้งสำรองหนี้ที่ปรับลดลงโดยคาดว่าจะลดลงจากไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ระดับ 5.1 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายการดำเนินงานจะทยอยปรับลดลงจากไตรมาส 4/2563 ที่เป็นไตรมาสที่ตั้งสำรองสูงที่สุดของปีที่แล้ว
“ถ้าเทียบผลงานช่วงเดียวกันปีก่อน โดยช่วงไตรมาส 1/2563 ยังไม่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะเห็นตัวเลขเอ็นพีแอลปรับตัวสูงขึ้นและรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลง ทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมแบงก์ เพราะยังอยู่ในช่วงล็อกดาวน์บางส่วน รวมไปถึงผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยหลาย ๆ รอบ ทำให้การรับรู้รายได้ของแบงก์ลดลงไปด้วย”
ขณะที่ซอฟต์โลนที่ช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2563 มียอดอนุมัติค่อนข้างน้อยราว 1.03 แสนล้านบาท แต่ปีนี้รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติมและจูงใจให้แบงก์คิดดอกเบี้ยได้มากขึ้น จะมีผลทำให้สินเชื่อมีโอกาสขยายตัวได้เพิ่มขึ้น
แต่ถ้าพิจารณาจากวงเงินซอฟต์โลน 2.5 แสนล้านบาท หรือราว 1% ของสินเชื่อในระบบแบงก์ คงมีผลไม่มาก และอาจจะทยอยรับรู้ เพราะแบงก์ต้องเลือกลูกค้าที่มีคุณภาพ จึงอาจจะมีผลต่อรายได้ไม่มากนัก โดยปัจจัยหลักที่จะช่วยแบงก์ก็คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการเปิดประเทศมากขึ้น
ส่วนมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ ขณะนี้ยังประเมินยาก แต่คาดว่าจะช่วยแบงก์ในแง่คุณภาพสินเชื่อไม่ให้เป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาก
“หุ้นแบงก์ทยอยซื้อสะสมได้ เพราะปีนี้ราคาจะปรับตัวขึ้นได้ด้วยการฟื้นตัวของกำไรตามภาวะเศรษฐกิจ โดยคาดปีนี้กำไรกลุ่มแบงก์จะกลับมาเติบโตได้ราว 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ติดลบกว่า 30% เพราะปัจจุบันราคาหุ้นแบงก์ยังไม่ได้ปรับขึ้นตามหุ้นตัวอื่น ๆ หรือ laggard ถ้าเทียบดัชนี SET ช่วงที่ผ่านมา” นายธนเดชกล่าว