ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ เคลียร์รันเวย์รับ 4 แอร์ไลน์ ทยอยแลนดิ้ง 1 ก.ค.
ภูเก็ตเข้มคัดคนเข้าพื้นที่
นายกฯ “บิ๊กตู่” เคลียร์รันเวย์เปิด “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” บินตรวจความพร้อมทั้งทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ นักท่องเที่ยวไฟลต์บินเข้า 1 ก.ค. ทยอยแลนดิ้งตามตารางบิน คาดผู้โดยสารวันแรกกว่า 366 คน
วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางไปตรวจความพร้อมการดำเนินงานเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พร้อมประชุมติดตามภูเก็ตแซนด์บอกซ์ (Phuket Sandbox) โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว โดยมีมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวภูเก็ตและชาวไทยทั่วประเทศในการเปิดประเทศใน 120 วัน ณ จังหวัดภูเก็ต
โดยในวันแรก 1 กรกฎาคมนี้ มีสายการบินที่บินตรงสู่ภูเก็ตจำนวน 4 รายประกอบด้วย เอทิฮัด เส้นทางอาบูดาบี-ภูเก็ต, กาตาร์แอร์เวย์ เส้นทางโอฮา-ภูเก็ต, สายการบิน EL AL อิสราเอล เส้นทางเทลอาวีฟ- ภูเก็ต และสิงคโปร์แอร์ไลน์ส เส้นทางสิงคโปร์-ภูเก็ต โดยคาดว่ามีจำนวนผู้โดยสารในวันแรกรวมกว่า 366 คนโดยสายการบินต่าง ๆ ทยอยบินเข้ามาตั้งแต่ 11.10 น.
ทั้งนี้ โครงการ “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” Phuket Sandbox เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการหาหนทางทดลองเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเข้ามาโดยไม่ต้องกักตัว เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศมาตลอด โดยเลือกจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีความเหมาะสมเนื่องจากมีพื้นที่เป็นเกาะสามารถควบคุมการเข้าออกได้ และเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง นักท่องเที่ยวมีความชื่นชอบมาอย่างยาวนาน

อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมด้านโรงแรม ที่พัก บริการทางสาธารณสุข โดยได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในจังหวัดซึ่งปัจจุบันฉีดไปมากกว่า 80% ของประชากรแล้ว โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่จะฉีดให้ครบ 100% รวมทั้งมีมาตรการในการคัดกรองผู้เดินทางเข้าออกจังหวัดภูเก็ตที่เข้มงวดอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า การลงพื้นที่ตรวจความพร้อมครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ตรวจทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำประกอบด้วย ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต (ทางอากาศ) ท่าฉัตรไชย (ทางบก) และท่าเทียบเรือวิสิษฐ์พันวา (ทางน้ำ) รวมทั้งศูนย์ปฏิบัติการ “EOC Phuket Tourism Sandbox” ซึ่งเป็น Command Center โดยมีนายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ บริหารจัดการ กำกับติดตามการเดินทางของนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมาจากในและต่างประเทศเข้าพื้นที่ภูเก็ต
โดยจะมีระบบเชื่อมโยงกับทุกด่านเข้าออกและเชื่อมโยงศูนย์ประสานงานต่าง ๆ ได้แก่ โรงพยาบาลรัฐและเอกชน สถานีตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจน้ำ ตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ประสานงานโรงแรม SHA Plus Manager ศูนย์ประสานงานสถานประกอบการ SHA Plus และเชื่อมโยงกับ แอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ตลอดเวลาที่พำนักภายในภูเก็ต
ทั้งนี้ EOC Phuket Tourism Sandbox จะเชื่อมโยงระบบกับ ศปก. ศบค. และ ศบค.มท.อีกด้วย โดยศูนย์ดังกล่าวจะตั้งที่ศูนย์บัญชาการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต มีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภาคใต้ และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ติดตั้งระบบดังกล่าว เป็นการทำงานบูรณาการกับหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับเกณฑ์การรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ตามโครงการ Phuket Sandbox นั้นนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเดินทางจากประเทศตามประกาศของกระทรวงการต่างประเทศ (57 ประเทศ) ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยมีเอกสารการรับวัคซีนจากประเทศต้นทางและเป็นวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายไทย หรือที่ WHO รับรอง กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ให้เดินทางมากับผู้ปกครองได้ มีผลการตรวจหาเชื้อ RT-PCR ก่อนการเดินทางไม่เกิน 72 ชั่วโมง และมีหลักประกันโควิด-19 ไม่น้อยกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ
และต้องจองการเข้าพักโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA Plus ไม่น้อยกว่า 14 คืน ซึ่งสามารถเดินทางไปในพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ต ภายใต้มาตรการ D-M-H-T-T-A โดยไม่ต้องกักตัว และต้องทำการติดตั้งแอปพลิเคชั่น Morchana บนสมาร์ทโฟน และอนุญาตให้แชร์การเข้าถึงตำแหน่ง
“เมื่อนักท่องเที่ยวถึงสนามบินภูเก็ต ต้องทำการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR และต้องเดินทางไปที่พักด้วยรถยนต์ที่ได้มาตรฐาน SHA Plus และไม่อนุญาตให้ออกจากห้องพักจนกว่าจะทราบผลตรวจว่าไม่มีการติดเชื้อ รายงานตัวและรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีก 2 ครั้ง ตามเกณฑ์ที่กรมควบคุมโรคกำหนด (วันที่ 6-7 และ 12-13) เมื่อพักในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตครบ 14 วันแล้ว สามารถเดินทางไปยังจังหวัดอื่นได้ สำหรับกรณีที่พักในภูเก็ตไม่ถึง 14 คืน ต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเท่านั้น”
ส่วนกรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือผู้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย ต้องเป็นผู้ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็ม หรือครบโดสตามจำนวนวัคซีนแต่ละชนิด หรือได้รับวัคซีนชนิดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 1 มาแล้วครบ 14 วัน (สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เข้าจังหวัดได้โดยไม่ต้องตรวจหาเชื้อโควิด-19) หรือได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีการ RT-PCR หรือวิธีการ Antigen Test ไม่เกิน 7 วัน หรือเป็นผู้ที่หายจากการป่วยด้วยโรคโควิด-19 มาแล้วไม่เกิน 90 วัน
โดยการแสดงหลักฐานยืนยัน ติดตั้งแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” บนสมาร์ทโฟน และยินยอมเปิดแชร์ตำแหน่งที่ตั้งตลอดระยะเวลาที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต อีกทั้งต้องสังเกตอาการตนเอง (Self-Monitoring) และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่ชุมชน หรือสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก และให้รักษามาตรการภายใต้ D-M-H-T-T-A
สำหรับโครงการ Phuket Sandbox จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ช่วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องให้สามารถกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ที่ปลอดภัย เพื่อให้การท่องเที่ยวของไทยกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประมาณการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ภายใต้โครงการ Phuket Sandbox จำนวน 100,000 คน ในไตรมาส 3 (เดือน ก.ค.-ก.ย. 64) ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้อยู่ที่ 8.9 พันล้านบาท โดยขณะนี้พบว่าตลอดเดือนกรกฎาคม 2564 มียอดจองของผู้โดยสารที่จะเข้ามา Phuket Sandbox ประมาณ 11,894 คน (ข้อมูลจาก 6 สายการบิน) และคาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินทั้งหมดประมาณ 426 เที่ยวบิน เฉลี่ยที่ประมาณ 13 เที่ยวบิน/วัน
สำหรับพื้นที่เป้าหมายลำดับถัดไป คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า) เริ่มวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 และ Extension Sealed Route ได้แก่ กระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง และไร่เลย์) พังงา (เขาหลัก และเกาะยาว) เชียงใหม่ (อำเภอเมือง แม่ริม แม่แตง และดอยเต่า) ชลบุรี (พัทยา บางละมุง และสัตหีบ) บุรีรัมย์ (อำเภอเมือง และสนามช้างอารีนา) ซึ่งจะเปิดในวันที่ 1 กันยายน 2564 ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ เพชรบุรี (ชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) จะเปิดในวันที่ 1 ตุลาคม 2564
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวโดยไม่กักตัวในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีความพร้อมภายในเดือนตุลาคม โดยในแต่ละพื้นที่จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องมาตรการ ข้อกำหนด ข้อปฏิบัติอย่างชัดเจน ก่อนที่จะดำเนินการเปิดรับนักเที่ยวอย่างจริงจังต่อไป
