โควิดสายพันธุ์เดลต้าพบใน กทม. เกิน 50% “อัลฟ่า” ยังกระจายทั่วประเทศ
กทม. โควิด
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายงานที่ประชุม ศบค. พบโควิด “เดลต้า” ใน กทม. เกิน 50% มากกว่า “อัลฟ่า” แล้ว ส่วน “เบต้า” ยังพบส่วนน้อย
วันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวัน นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทั้ง 3 สายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้ ได้แก่ สายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) สายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) และสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้)
นายแพทย์ทวีศิลป์เปิดเผยว่า ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานข้อมูลในที่ประชุม ศบค.ว่า การแพร่เชื้อของโควิด-19 สายพันธุ์อัลฟ่า ที่พบการเริ่มแพร่เชื้อในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เทียบกับสายพันธุ์เดลต้า พบการกระจายเชื้อสายพันธุ์เดลต้ามากกว่าสายพันธุ์อัลฟ่าแล้วในกรุงเทพมหานคร (ข้อมูล 6 พ.ค.-29 มิ.ย.)
ส่วนภาพรวมการกระจายสายพันธุ์เดลต้า จะเห็นว่าทางภาคอีสาน ภาคเหนือ เกิดการติดเชื้อกระจายไปทั่วจังหวัด โดยเชื้อเริ่มแพร่จากกรุงเทพมหานคร เขตหลักสี่ และจากการที่รัฐบาลได้มีมาตรการคุมเข้มแคมป์ก่อสร้าง ทำให้คนงานเริ่มเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อไปรับการรักษาตัว
“อย่างที่เราเคยทราบช่วงแรก ๆ ก็จะพบเชื้ออยู่แถวกรุงเทพมหานคร แถวหลักสี่ ที่เจอตอนแรก ๆ อยู่ในแคมป์ของคนงานก่อสร้าง และตอนนี้ก็แพร่กระจายไป อันเนื่องมาจากเรามีมาตรการในการควบคุมแรงงาน แต่ขณะเดียวกันแรงงานบางส่วนก็กลับหรือย้ายถิ่นไปยังบ้านของตัวเอง เห็นภาพที่เขาขอไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านเกิด”
อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ยังเป็นกังวล อย่าง สายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) จะพบการกระจุกตัวการแพร่เชื้ออยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และขึ้นมา จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ชลบุรี ในบางพื้นที่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในการเฝ้าระวังของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลเป็นตัวเลขภาพรวมของเชื้อโควิด-19 แต่ละสายพันธุ์ พบว่า สายพันธุ์อัลฟ่าพบ 65.1% สายพันธุ์เดลต้าพบ 32.2% และสายพันธุ์เบต้าพบ 2.6%
ข้อมูลในส่วนเฉพาะกรุงเทพมหานคร (ข้อมูลวันที่ 1 เม.ย.-2 ก.ค. 64) พบการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าแล้ว 52% มากขึ้นกว่าสายพันธุ์อัลฟ่าที่พบอยู่ที่ 47% จากจำนวน 936 ตัวอย่าง
ขณะที่ข้อมูลในส่วนของภูมิภาค ยังพบสายพันธุ์อัลฟ่ามากสุดถึง 77% ส่วนสายพันธุ์เดลต้า 18% และยังพบสายพันธุ์เบต้าอยู่ที่ 4.4% โดยทั้งหมดจากจำนวน 1,302 ตัวอย่าง

