ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ตลาดจับตารายงานการประชุมเฟด
Baht-ดอลลาร์-1
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตลาดจับตาดูรายงานการประชุมเฟดประจำเดือนมิถุนายน ก่อนที่เงินบาทจะปิดตลาดที่ระดับ 31.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2564 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/7) ที่ระดับ 32.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวอ่อนค่า จากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (6/7) ที่ระดับ 32.16/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่า เทียบกับเงินสกุลหลัก หลังจากนักลงทุนเข้าถือครองดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางการจับตาดูการเปิดเผยรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี (8/7) ตามเวลาไทย
โดยตลาดจับสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่เปิดเผยออกมาในวันอังคาร (6/7) อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์
ทั้งนี้สถาบันการจัดการด้านอุปทานแห่งสหรัฐได้เปิดเผยดัชนีภาคบริการของสหรัฐ ประจำเดือนมิถุนายน ที่ระดับ 60.1 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ ณ ระดับ 63.4 นอกจากนี้สถาบัน Markit ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ที่ระดับ 64.6 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ ณ ระดับ 64.8
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันอังคาร (6/7) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกมาเปิดเผย ณ ที่ประชุมทำเนียบรัฐบาลว่า ครม.มีมติอนุมัติลงนามสัญญาซื้อวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ จำนวน 20 ล้านโดส เพื่อนำเข้าประเทศไทย ภายในไตรมาสที่ 4 หรือภายในเดือนตุลาคม 2564
นอกจากนี้ ครม.มีมติอนุมัติโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดของสำนักงานประกันสังคมกระทรวงแรงงานในกรอบวงเงิน 2,519 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ โดยนายจ้างในฐานข้อมูลประกันสังคมล่าสุดในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 หรือนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ถึง 30 กรกฎาคม 2564 จำนวน 41,940 ราย
โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.27-31.33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (7/7) ที่ระดับ 1.1820/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่า จากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (6/7) ที่ระดับ 1.1839/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ในวันอังคาร (6/7) สำนักงานสถิติของรัฐบาลเยอรมนี (FSO) ได้เปิดเผยตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าในภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีประจำเดือนพฤษภาคม ลดลง 3.7%
นอกจากนี้สถาบันโรเบิร์ตคอช (RKI) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลเยอรมนีในการควบคุมโรคติดเชื้อเปิดเผยว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในเยอรมนีลดลง 10.7% ที่ระดับ 616,396 ราย ในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2
โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1810-1.1833 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1826/28 ดอลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/7) ที่ระดับ 110.45/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (7/6) ที่ระดับ 110.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนแข็งค่าหลังจากวันอังคาร (6/7)
นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นได้แถลงการณ์ว่า ญี่ปุ่นจะทำข้อตกลงทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาความต้องการวัคซีนเร่งด่วน หลังจากพบปัญหาวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในญี่ปุ่นยังไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สำหรับการใช้ในโครงการโคแวกซ์ (COVAX)
โดยคาดว่าการขนส่งวัคซีนผ่านโครงการโคแวกซ์ครั้งแรกของญี่ปุ่นจะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนนี้ โดยจะมีวัคซีน 11 ล้านโดส สำหรับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียใต้และหมู่เกาะแปซิฟิก
นอกนี้คณะรัฐมนตรีแห่งญี่ปุ่นได้เปิดเผยตัวเลชดัชนีการชี้นำทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นประจำเดือนพฤษภาคมที่ระดับ 102.6% ซึ่งต่ำกว่าระดับคาดการณ์ ณ ระดับ 102.8% โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.38-110.79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 110.75/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครของสหรัฐประจำเดือนพฤษภาคม (7/7), รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (8/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ครั้งแรกของสหรัฐ (8/8), อัตราเงินเฟ้อของจีน ประจำเดือนมิถุนายน (9/7)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.1/+0.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +3.75/+4.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ