คอลัมน์ Tech Times มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทซอฟต์ที่กำลังมาแรง “ทอดด์ แม็คคินนอน” มีเรื่องให้ต้องกังวลมาก แต่ระยะหลังมานี้มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาวิตกเป็นพิเศษ นั่นคือความกลัวว่าพนักงานจะหมดไฟ
แน่นอนว่าการอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทำให้พนักงานกว่า 3,500 คน ของ Okta ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Identity Management ต้องโหมงานหนักหลายเท่าในช่วงล็อกดาวน์
แถมบริษัทยังเพิ่งทุ่มทุนซื้อกิจการคู่แข่งไปกว่า 6.5 พันล้านเหรียญ ทำให้งานงอกขึ้นมาอีกเพียบ แต่แทนที่จะดีใจที่เห็นพนักงานตะบี้ตะบันทำงาน “ทอดด์” กลับกลัวว่าหากปล่อยไปแบบนี้ พนักงานคงเข้าสู่ภาวะ burnout หรืออาการหมดแรงและหมดไฟในที่สุด
เขาในฐานะผู้นำจึงต้องงัดกลยุทธ์ Lead by example ขึ้นมาใช้ด้วยการประกาศกลางที่ประชุมว่าเขาจะขอลาไปพักร้อนกับครอบครัวแบบ unplugged สักหนึ่งเดือน ที่ทำแบบนี้ก็เพราะเขาอยากแสดงให้พนักงานเห็นว่าแม้แต่เจ้าของและซีอีโอยังต้องลาพักเคลียร์สมอง ดังนั้น พนักงานก็จงอย่ารู้สึกผิดหากอยากจะลาพักบ้าง
ก่อนไปจิบไวน์ที่นาป้า วัลเลย์ “ทอดด์” ยังสั่งให้พนักงานอีเมล์แผนลาพักร้อนของตัวเองมาให้เขาดูด้วย โดยกำชับว่า ยิ่งเขียนมาละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งดี ภายในเวลาไม่กี่วันมีพนักงานอีเมล์แผนพักร้อนมากว่า 950 คน

แม้ปกติ Okta จะมีนโยบายให้พนักงานลาพักร้อนแบบไม่จำกัดอยู่แล้ว แต่พอเจอพิษโควิดเข้าไป การลาพักร้อนก็กลายเป็นแค่อดีต แถมช่วงโควิดยังเป็นช่วงนาทีทองของบริษัทเพราะลูกค้าองค์กรต้องการบริการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการทำงานช่วงล็อกดาวน์มากขึ้น ทำให้พนักงานต้องทำงานมือเป็นระวิง จนแทบไม่ได้หายใจหายคอ
ถึงบริษัทจะสมัครแอปพลิเคชั่นอย่าง Modern Health และ Headspace ให้พนักงานใช้คลายเครียด แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการได้ลาไปชาร์จแบตอยู่ดี ซึ่ง “ทอดด์” มองว่า ภาวะ burnout ของพนักงานเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารเต็ม ๆ
นอกจากลาพักร้อนให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว “ทอดด์” ยังพยายามไม่เข้า “ออฟฟิศ” บ่อยเกินไป เพราะไม่อยากกดดันให้พนักงานต่างจากบิ๊กเทคอย่าง Amazon ที่อยากให้พนักงานมาทำงานที่ออฟฟิศเพราะเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดให้ยืนยงต่อไป
ส่วนบิ๊กเทครายอื่น ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook Apple ต่างมีนโยบายให้กลับมาทำงานที่ออฟฟิศเช่นกันแต่กำหนดคร่าว ๆ ไว้ที่ 3 วัน/สัปดาห์ บริษัทเทคโนโลยีบางแห่ง อย่าง Disco Corp ที่ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในญี่ปุ่นไปไกลถึงขั้นให้คนที่ทำงานที่บ้านต้องจ่ายโบนัสให้คนที่เสี่ยงเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศด้วย
ทำให้ช่วงที่โควิดระบาดใหม่ ๆ มีพนักงานถึง 40% จาก 5,600 คน ยอมเสี่ยงภัยมาออฟฟิศ ล่าสุดแม้โควิดจะยังไม่คลี่คลาย ก็มีพนักงานถึง 90% กลับเข้าทำงานในออฟฟิศแล้วเช่นกัน
แต่ “ทอดด์” ไม่เชื่อเรื่องการฝืนใจ นับตั้งแต่มีโควิด เขากำหนดเป็นนโยบายให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ตลอดไป แม้บริษัทจะเพิ่งเปิดออฟฟิศอีกครั้ง แต่พนักงานยังเลือกได้ว่าอยากทำงานที่ไหน เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พนักงานจำนวนไม่น้อยจะอยากกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเอง
สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่ “ผู้นำ” ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่การมุ่งสร้างรายได้แสวงหากำไร แต่ยังรวมถึงสุขภาพกาย และใจของพนักงานด้วย เพราะหากพนักงาน “หมดไฟ” ขึ้นมา แล้วบริษัทจะยังโชติช่วงชัชวาลย์ต่อไปได้อย่างไร