ศบค. ชี้ “ยอดป่วยโควิด-ตาย” ในกทม. ทรงตัว สวนทางต่างจังหวัดพุ่งขึ้น
แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์
ศบค. ชี้ทิศทางผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตใน กทม.และปริมณฑลเริ่มทรงตัว หลังเร่งตรวจ ใช้ระบบกักตัวที่บ้านและชุมชน และระดมฉีดวัคซีน สวนทางพื้นที่ ตจว. ที่แนวโน้มเพิ่มขึ้น ระบุข้อมูลชี้ชัดผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดไม่ถึง 2 สัปดาห์ ขณะที่ยอดรอเตียงเหลือง-แดงเริ่มลดลงแล้ว
วันที่ 20 สิงหาคม 2564 แพทย์หญิงอภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศประจำวันว่า วันนี้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 มีผู้ป่วยรายใหม่ 19,851 ราย หายป่วยแล้ว 768,379 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 980,847 ราย เสียชีวิตสะสม 8,732 ราย

ยอดป่วยสะสมทะลุ 1 ล้านราย อันดับ 34 ของโลก
ส่วนข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีผู้หายป่วยแล้ว 795,805 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,009,710 ราย และเสียชีวิตสะสม 8,826 ราย
สำหรับผู้ขอรับการฉีดวัคซีนวันนี้ ล่าสุด ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2564 มีผู้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 จำนวน 651,606 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 201,318 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 7,853 ราย และระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 19 สิงหาคม 2564 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 25,818,666 โดส

ส่วนสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก ข้อมูล ณ วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น. มียอดผู้ติดเชื้อรวม 210,845,425 ราย อาการรุนแรง 108,296 ราย รักษาหายแล้ว 188,774,026 ราย และเสียชีวิต 4,417,385 ราย
สำหรับอันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด อันดับ 1.ยังเป็นสหรัฐอเมริกา จำนวน 38,231,787 ราย 2.อินเดีย จำนวน 32,358,210 ราย 3.บราซิล จำนวน 20,494,212 ราย 4.รัสเซีย จำนวน 6,684,531 ราย 5.ฝรั่งเศส จำนวน 6,557,356 ราย
โดยประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 34 ของโลก จากจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,009,710 ราย

10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด
สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันนี้ยังอยู่ที่กทม. จำนวน 4,181 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 234,600 ราย
รองลงมาเป็นสมุทรสาคร 1,556 ราย ชลบุรี 1,348 ราย สมุทรปราการ 1,055 ราย นครราชสีมา 575 ราย สระบุรี 494 ราย ปทุมธานี 461 ราย นครปฐม 460 ราย อยุธยา 453 ราย ระยอง 414 ราย
สำหรับผู้เสียชีวิตวันนี้มีจำนวน 240 ราย อยู่ใน กทม. มากที่สุด เป็นชาย 129 ราย หญิง 111 ราย แยกเป็นคนไทย 234 ราย เมียนมา 5 ราย จีน 1 ราย มีค่ามัธยฐานของอายุอยู่ที่ 68 ปี (7เดือน-93 ปี) และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและ 7 โรคเสี่ยง
ในจำนวนดังกล่าวอยู่ใน กทม. 75 ราย สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปทุมธานีรวม 48 ราย ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา ระนอง สุราษฎร์ธานี รวม 14 ราย และนครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุดรธานี บุรีรัมย์ สกลนคร รวม 20 ราย ที่เหลือกระจายไปในอีกหลายจังหวัด
โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตวันนี้เป็นเด็ก 2 คน อายุ 2 ปี อยู่ที่ จ.ปทุมธานี และอายุ 7 เดือน อยู่ที่ จ.สมุทรสาคร และวันนี้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่บ้าน

“ยอดผู้เสียชีวิตวันนี้ ตัวเลขใหญ่ยังอยู่ที่ กทม. 75 ราย จะเห็นว่าตอนนี้การกระจายของผู้เสียชีวิตจะไปยังจังหวัดอื่น ๆ” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว และว่า
ถ้าดูรายละเอียดของผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 25 กรกฎาคมถึงวันที่ 19 สิงหาคม จากการศึกษาในกลุ่มผู้เสียชีวิตจำนวน 4,656 ราย พบว่า 2,969 คน ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน คิดเป็น 63.8% มีผู้ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็ม 1 และติดเชื้อภายใน 2 สัปดาห์ นั่นหมายความว่า หลังรับวัคซีน 2 สัปดาห์ ภูมิคุ้มกันยังไม่ได้เกิดขึ้น จึงมีการเสียชีวิต 316 ราย คิดเป็น 7%
ส่วนผู้ที่เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนแอสตร้าฯ เข็ม 1 และเสียชีวิตนั้น ตัวเลขอยู่ที่ 26 ราย คิดเป็น 0.6% ถือเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุด และมีจำนวนข้อมูลไม่ครบถ้วนอีก 19.2% จึงนำมาสู่นโยบายให้ทุก ๆ จังหวัดระดมการฉีดวัคซีนในกลุ่ม 608 (กลุ่มผู้สูงอายุ และ 7 โรคเสี่ยง) ซึ่งตอนนี้จะรวมหญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปเข้าไปด้วย

ในส่วนของการดูทิศทางประจำวันจะเห็นว่า ตัวเลขกราฟของ กทม. และปริมณฑลตอนนี้คิดเป็น 41% ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ 59 %
“ดูทิศทางแล้วมีความเป็นไปได้ว่าแนวโน้มค่อนข้างจะคงที่ กราฟไม่ได้สูงชันอย่างแต่ก่อน แต่อย่างที่เรียนย้ำว่าแม้ฉีดวัคซีนแล้ว แม้ฉีด 2 เข็มแล้ว ยังประมาทไม่ได้ ยังมีโอกาสที่ท่านจะกลายเป็นผู้ติดเชื้อได้” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว

ส่วนการเปรียบเทียบดูผู้เสียชีวิตรายวันจะเห็นว่า รายงานเส้นสีฟ้าคือ กทม. สีส้มเป็นปริมณฑล สีเหลืองคือจังหวัดอื่น ๆ ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่า อัตราการเสียชีวิตของสีเหลืองเมื่อเทียบกับ กทม. จะสูงทีเดียว จะเห็นว่าเริ่มมีการรายงานผู้เสียชีวิตในต่างจังหวัดที่นอกเหนือจาก กทม. และปริมณฑล และในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น

กางผลศึกษาฉีดวัคซีนไขว้
ในส่วนของการศึกษาการให้วัคซีนไขว้หรือสลับยี่ห้อกัน มีการรายงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับศิริราชพยาบาลในวัคซีนสลับและวัคซีนเข็ม 3 ต่อการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า
การศึกษามีผู้เข้าร่วม 125 ราย โดยทำการศึกษาในอาสาสมัคร 6 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มที่ 1 ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม (SV+SV) มีค่าระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้า 24.28
- กลุ่มที่ 2 ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม (AZ+AZ) มีค่าระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้า 76.52
- กลุ่มที่ 3 ได้รับวัคซีนซิโนแวค และตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า (SV+AZ) มีค่าระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้า 78.64
- กลุ่มที่ 4 ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และตามด้วยซิโนแวค (AZ+SV) มีค่าระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้า 25.84
- กลุ่มที่ 5 ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มและตามด้วยซิโนฟาร์ม 1 เข็ม (SV+SV+Sinopharm) มีค่าระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้า 61.27
- กลุ่มที่ 6 ได้รับวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มและตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม (SV+SV+AZ) มีค่าระดับภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลต้า 271.2
แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าวต่อว่า จากการศึกษาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่เน้นย้ำนโยบายที่จะให้มีการฉีดวัคซีนด้วยการให้วัคซีนสลับ มีการฉีดซิโนแวคเข็ม 1 และตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่ง กทม. ก็รับนโยบายนี้ไปปฏิบัติ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์จะเป็นซิโนแวค 2 เข็มแล้วตามด้วยแอสตร้าฯ ซึ่งในส่วนของการศึกษาพบว่ามีระดับภูมิคุ้มกันได้ผลดี (ตามกราฟิก)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่วันนี้ ศบค. ไม่มีการรายงาน “คลัสเตอร์ใหม่” ซึ่งไม่ได้มีการรายงานมาหลายวันแล้ว

>>คลิกอ่านเพิ่มเติม กรมวิทย์ฯ ร่วม ศิริราช ชี้วัคซีนสลับ-บูสเตอร์โดส ต้านโควิดสายพันธุ์เดลต้าได้
ยอดรอเตียงผู้ป่วยเหลือง-แดงน้อยลง
แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าวว่า จากการนำระบบ Home isolation (HI) หรือการกักตัวที่บ้าน และ Community isolation (CI) หรือการกักตัวในชุมชนมาใช้ ทำให้เตียงที่จะรองรับอาการผู้ป่วยสีเหลือง สีแดง ที่มีภาวะรุนแรงเข้าถึงเตียงได้มากขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าอัตราผู้ป่วยสีแดงสีเหลืองรอเตียงน้อยลง วันรอเตียงผู้ป่วยสีแดงก็พยายามทำให้เสร็จภายใน 1 วัน
“ต้องขอขอบคุณภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ที่ร่วมด้วยช่วยกันเปิด Community Isolation 64 แห่ง รวม 8,446 เตียง ฮอสฟิเทลก็ปรับมาดูแลเหลืองได้ รพ.บุษราคัมก็ปรับมาดูสีแดงเพิ่มขึ้น ทิศทางจากนี้จะเห็นเตียงที่รับสีแดงได้มากขึ้น” แพทย์หญิงอภิสมัยกล่าว