ตามรอย “ทวารวดี” พาเที่ยวย้อนประวัติศาสตร์ 4 จังหวัด เรียนรู้อารยธรรมเก่าแก่หลายพันปี
ย้อนกลับไปราวพุทธศตวรรษที่ 6 การค้าขายอันรุ่งเรืองในดินเเดนสุวรรณภูมิ นำพาความเชื่อ ศาสนา การปกครองเเละศิลปะเข้ามาสู่ชุมชนลุ่มเเม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะชุมชนโบราณอู่ทอง ความเจริญได้เปลี่ยนสังคมหมู่บ้านมาเป็นสังคมเมือง ในพุทธศตวรรษที่ 7-8
มีการขุดคูน้ำคันดิน มีการจัดระเบียบการปกครอง ผลักดันให้ชุมชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่บริเวณใกล้เคียงอย่าง ราชบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นเมืองเช่นกัน ก่อเป็นกลุ่มอารยธรรมยุค “ทวารวดี”
เรียนรู้อดีตเพื่อพัฒนาปัจจุบัน “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” พาเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เดินทางง่ายใกล้กรุงเทพ ตามรอยเส้นทางความเจริญในอดีตสมัยทวารวดี เชื่อมโยง 4 จังหวัด “สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรีและ นครปฐม”
@วัดเขาทำเทียม
เริ่มต้นกันที่ใจกลางอารยธรรมทวารวดี พาชมวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ในอำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สันนิษฐานว่าจะเป็นวัดพุทธแห่งแรกในไทย หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพานได้ 300 ปี โดยพระอรหันต์ปัญจวคคีย์ ได้ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนายังเมืองสุวรรณภูมิ และจารึกภาษาสันสกฤตโบราณไว้ว่า “ปุษยคิริ หรือ ปุษยคีรี” แปลว่า ภูเขา ดอกไม้ เนื่องจากบนภูเขามีดอกไม้ที่สวยงาม
ไฮไลต์เด็ดอยู่ที่การชมการแกะสลักพระใหญ่บนหน้าผามังกรบิน ด้วยขนาดหน้าตัก 65 เมตร สูง 84 เมตร พระนามว่า สมเด็จพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ หรือ หลวงพ่ออู่ทอง ปางมารวิชัย ศิลปะอู่ทอง ซึ่งอยู่ในโครงการพระพุทธรูปแกะสลักภูผาใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวทั้งหมด 800 เมตร

@พิพิธภัณฑ์สถานเเห่งชาติอู่ทอง
หากใครอยากปูพื้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ก่อนเที่ยวเมืองสุพรรณ เเนะนำให้เริ่มจากที่นี่ เพราะถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงหลักฐานในยุคสมัยทวารวดีสมบูรณ์ที่สุดในไทย กับเรื่องราวของ “เมืองโบราณอู่ทอง” แหล่งอารยธรรมอันเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ที่ยังหลงเหลือร่องรอย โบราณวัตถุ สิ่งล้ำค่าต่างๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
ที่นี่มีการจัดแสดงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งพัฒนาเข้าสู่สังคมประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี และเรื่องราวของดินแดนสุวรรณภูมิเส้นทางการค้าทางทะเล และเมืองโบราณอู่ทองในฐานะศูนย์กลางของพุทธศาสนา

โดยมีมุมที่น่าสนใจ เช่น บรรพชนคนอู่ทอง , อู่ทองศรีทวารวดี , เมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อขายกับนานาชาติ ซึ่งมีร่องรอยสำคัญ ได้เเก่ เครื่องประดับทองคำ ลูกปัดทองคำสมัยทวารวดี ลูกปัดที่ทำจากหินแก้ว เเละแผ่นดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร อิทธิพลศิลปะอมราวดี ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับจากอินเดียที่มีอายุเก่าแก่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย แผ่นดินเผ่ารูปเทวดา ตราประทับดินเผา จารึกดินเผา จารึกแผ่นทองแดงเหรียญกษาปณ์โรมัน เหรียญเงินมีจารึก และพระพุทธรูปสำริด เป็นต้น

ขณะที่ส่วนลานกลางแจ้งด้านนอก เป็นการจัดเเสดง “เรือนลาวโซ่ง” บ้านที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติทั้งหมด หลังคาเรือนสูงมีทั้งเรือนนอนและยุ้งข้าว พร้อมด้วยคอกสัตว์ เป็นรูปแบบบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะชาวไทยทรงดำ ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง โดยไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่งนั้นเป็นกลุ่มคนเชื้อสายไท มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศลาวและเวียดนาม

@กราบนมัสการ “หลวงพ่อโต” ณ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร
มาเมืองสุพรรณทั้งทีต้องไม่พลาด กราบนมัสการพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี ประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นด้วยศิลปะอู่ทอง ประทับนั่งห้อยพระบาท สันนิษฐานว่ามีอายุราว 1,200 ปี

โดยวัดป่าเลไลยก์ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีอันลือชื่อของไทย คือเสภาขุนช้างขุนแผนและนิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่ ซึ่งด้านหลังของวัดมี “เรือนขุนช้าง” ให้ได้เยี่ยมชม ซึ่งแต่ละห้องจะมีภาพบรรยายเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน เเละมีการจัดแสดงเครื่องใช้ต่างๆ ในสมัยก่อน
นอกจากนี้ภายในบริเวณวัด ยังมี “ตลาดต้องชม” ศูนย์รวมจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของดี ราคาถูกจากเมืองสุพรรณมากมาย เช่น ปลาสลิดดอนกำยาน ปลาแม่น้ำ ปลาแดดเดียว พืชผักผลไม้ และน้ำพริก เป็นต้น

ออกจากสุพรรณบุรี เรามาต่อกันที่เมืองกาญจน์ หาร่องรอยอารยธรรมทวารวดีที่หลงเหลืออยู่ ศึกษาการรับอิทธิพลอารยธรรมขอม ซึ่งเป็นยุคต่อมาหลังทวารวดีเสื่อมลง
@ปราสาทเมืองสิงห์
อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญเเห่งหนึ่งของกาญจนบุรี มีอายุกว่า 800 ปี ตั้งอยู่ในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค หลายคนอาจจะคุ้นตาเพราะเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครชื่อดัง “นาคี”
แต่ก่อนที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองสิงห์ มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง กว้างประมาณ 800 เมตร หมายถึงส่วนกว้างของเมือง ยาวประมาณ 850 เมตร และกำแพงสูง 7 เมตร มีประตูเข้าออก 4 ด้าน มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเเละในเมืองมีสระน้ำ 6 สระ
ภายในอุทยานได้แบ่งพื้นที่เข้าชมโบราณสถานเป็นส่วนๆ มีทั้งการจัดแสดงภายในอาคาร และซากโบราณสถานทั้ง 4 แห่ง

จุดเด่นอยู่ที่ “โบราณสถานหมายเลข 1” ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในอุทยาน ตั้งอยู่กึ่งกลางของตัวเมือง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น มีร่องรอยของกำแพงแก้วล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน มีชานชาลาศิลาแลงรูปกากบาท
ก่อนเดินขึ้นบันไดสู่ผ่านเข้าซุ้มประตูขนาดใหญ่ ที่เรียกวัน “โคปุระ” ซุ้มประตูมีอยู่ทั้ง 4 ทิศ เชื่อมต่อกันด้วยทางเชื่อมที่ก่อเป็นผนังสองด้าน มีหลังคาทำจากศิลาแลงคลุมโดยรอบ เรียกว่า “ระเบียงคด” สันหลังคาประดับด้วยบราลี
เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปส่วนในสุด จะเป็นบริเวณสำหรับประกอบพิธีกรรม มีปรางค์ประธานเป็นศูนย์กลาง ยังคงเห็นเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม 20 ส่วนยอดพังทลายหายไปแล้ว

ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในภาคที่เรียกว่า “เปล่งรัศมี” คือ มีพระกร 8 กร (พระกรทั้งหมดได้หักหมดแล้ว) ถัดไปทางบริเวณซุ้มประตูโคปุระด้านหลังของปรางค์ประธาน มีรูปเคารพพระนางปรัชญาปารมิตา นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ ปรางค์ประธานยังมีมีอาคารเล็กๆ ที่เรียกว่า “บรรณาลัย” หรือเป็นที่เก็บคัมภีร์ของพุทธศาสนาในสมัยนั้น


ด้านสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงอิทธิพลของขอมที่แผ่กระจายออกไปไกลที่สุด ทางฝั่งตะวันตกของประเทศไทย จากรูปแบบของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน พบได้ว่าเป็นศิลปะแบบบายนในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของขอม ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ.1720 – 1780) หรือเมื่อ 800 กว่าปีมาแล้ว
นอกจากนี้บริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ติดกับลำน้ำแควน้อย ได้ขุดพบโครงการะดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 2,000 ปี จำนวน 4 โครง ถูกฝังรวมกับภาชนะสำริด เครื่องมือเหล็กและลูกปัดหินอาเกตและคาร์เนเลี่ยน และลูกปัดแก้ว

ถัดจากกาญจนบุรี พาเดินทางเข้าราชบุรี ชมเเหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เอาใจสายบุญ ส่องวัฒนธรรมคนพื้นเมือง
@อุโบสถทองคำ ณ วัดพระศรีอาริย์
ความอลังการที่สะท้อนถึงพลังความศรัทธาของชาวราชบุรี ตั้งอยู่ใน อ.โพธาราม โดยอุโบสถทองคำนี้ใช้งบประมาณการสร้างกว่าร้อยล้านบาท และสร้างนานถึง 37 ปี มีสระน้ำโบราณอยู่คู่กับ อุโบสถด้านทิศเหนือ มีน้ำขังตลอดทั้งปี ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์

@วัดมหาธาตุวรวิหาร
วัดเเห่งนี้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร แรกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 วัฒนธรรมเขมรจากราชอาณาจักรกัมพูชาได้แพร่เข้าสู่ดินแดนราชบุรี จึงได้มีการก่อสร้างและดัดแปลงศาสนสถานกลางเมืองราชบุรีขึ้นเป็นพระปรางค์
โดยตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรี ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง เดิมเรียกว่า “วัดหน้าพระธาตุ” มีพระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงสูง 12 วา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่พระปรางค์ เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

ทั้งนี้ เมืองราชบุรี เดิมเรียกเมืองชยราชบุรี เป็นเมืองประเภทหัวเมืองตั้งมาแต่สมัยทวารวดี เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลคูบัว ต่อมาเมื่อเส้นทางสัญจรทางน้ำตื้นเขิน จึงย้ายมาลง ณ ตำแหน่งที่เป็นวัดมหาธาตุวรวิหารปัจจุบัน
@จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว
จากจุดเริ่มต้นมาจาก “ดร.อุดม สมพร” ผู้อำนวยการจิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว ซึ่งเป็นลูกหลานไท-ยวนคูบัว บ้านไร่ต้นมะม่วงมาแต่กำเนิด มีแนวคิดที่อยากจะสืบทอดวัฒนธรรมไทย-ญวน เพื่อให้ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงได้รวบรวมสิ่งของ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
เดิมทีที่ตรงนี้เคยเป็นเมืองเก่าสมัยทวารวดี และเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไท-ญวน ที่อพยพมาจากเชียงแสนมาตั้งรกร้างอยู่ที่ราชบุรี
ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงอยู่ภายในอาคารสองชั้น มีการแสดงภูมิปัญญาสมัยทวารวดี วัตถุโบราณที่ชาวบ้านขุดพบในที่ดินหรือละแวกบ้านตัวเองแล้วนำมาบริจาคให้พิพิธภัณฑ์,เครื่องมือทำมาหากิน จัดเเสดงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ชาวบ้านใช้อยู่ ทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการไถนา เครื่องดักจับสัตว์ พาหนะต่างๆ


จากนั้นเป็นห้องที่แสดงภูมิปัญญาของคนไทยโยนกเชียงแสน หรือคนล้านนาที่ได้เคลื่อนย้ายมาจากเมืองเชียงแสนไปอยู่ที่คูบัวเมื่อประมาณ 200 ปี มาแล้ว เช่น วัตถุที่แสดงถึงการทำมาหากินที่อยู่อาศัยหลับนอน แม้กระทั่งกิจกรรมพัฒนาชุมชนของคนรุ่นพ่อแม่ด้วย โดยใช้หุ่นขี้ผึ้งเป็นตัวสื่อในการแสดงให้เห็น


เเละอีกห้องใช้หุ่น แสดงกิจกรรมการกินอยู่หลับนอนสอนลูกหลาน มีการจำลองการประชุมระดมสมองของบรรพชนว่าร่วมคิดร่วมอ่านพัฒนาชุมชนอย่างไร ถัดไปก็เป็นห้องที่นำเสนอเรื่องวัฒนธรรมเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยว การนวดข้าว การตำข้าว แปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารที่ชาวไทยใช้ภูมิปัญญาในการแปรรูปข้าวเปลือกมาเป็นข้าวสารเราทำอย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ยังมีโซน “ภูมิปัญญาทอผ้าจก” จัดแสดงภูมิปัญญาในการทอผ้าจกของชาวไท-ญวน โชว์ลวดลายผ้าจกที่เป็นเอกลักษณ์ มีการแสดงหุ่นขี้ผึ้งในลักษณะที่กำลังทอผ้าจกอยู่ด้วย เเละ “ห้องอนุรักษ์ผ้าโบราณ” ที่เก็บรวบรวมผ้าซิ่นตีนจกโบราณอายุกว่า 100 ปี ไว้ให้ได้ชมกัน

@พิพิธภัณฑ์แห่งชาติราชบุรี
พิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดที่จัดแสดงเกี่ยวกับราชบุรี ในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชาติพันธุ์วิทยา ธรณีวิทยา ศิลปะพื้นบ้าน เครื่องมือเครื่องใช้ในการจับสัตว์น้ำ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของกลุ่มชนต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี เช่น ลาวโซ่ง กะเหรี่ยงและไท-ยวน รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในจังหวัด

พร้อมโบราณวัตถุที่โดดเด่น โดยนอกเหนือพระแสงดาบราชศัสตราประจำมณฑลราชบุรีแล้ว ยังมี พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี ศิลปะขอมแบบบายน เป็น 1 ใน 5 องค์ที่ขุดพบในประเทศไทยซึ่งมีสภาพสมบูรณ์งดงามที่สุด จัดเเสดงที่นี่ด้วย

สำหรับ “พระวรกายของพระโพธิสัตว์โลเกศวรเปล่งรัศมี” ตอนบนมีจะสลักรูปพระอมิตาภะปางสมาธิโดยรอบพระวรกราย และมีรูปนางปรัชญาปารมิตาประทับนั่งถือดอกบัวอยู่ที่บั้นเอวสามองค์และที่ พระอุระ(อก)อีกหนึ่งองค์ เบื้องล่างทรงผ้าโจงกระเบนสั้น ทิ้งชายผ้ามาด้านหน้า เป็นความนิยมในศิลปะเขมรแบบบายน ในราวพุทธศตวรรษที่ 18

ปิดท้ายกับ “นครปฐม” ชมสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองในยุคทวารวดี
@องค์พระปฐมเจดีย์
“องค์พระปฐมเจดีย์” หรือที่ชาวนครปฐมมักเรียกกันติดปากว่า “องค์พระ” ตั้งอยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร อ.เมืองนครปฐม บริเวณใจกลางของตัวเมือง นับเป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงส่งสมณทูตมาเผยแผ่พระศาสนา โดยพระโสณเถระและพระอุตตรเถระ เป็นสมณทูตมาตั้งหลักฐานประกาศหลักธรรมคำสอนที่นครปฐมเป็นครั้งแรก ในพุทธศตวรรษที่ 3 และได้สร้าง “พระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ แบบเจดีย์สาญจิในประเทศอินเดียไว้

โดยโครงสร้างเดิมในอดีตเป็นเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นใหญ่ ก่อด้วยอิฐ ก่อนจะได้รับการปฏิสังขรณ์ในครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 4
ภายในองค์พระเจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ทางวัดจึงกำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 รวม 9 วัน 9 คืน เป็นประจำทุกปี
นอกจากนี้ยังมี พระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในบริเวณเดียวกัน รวมถึงศาลเจ้าพ่อปราสาททอง และพระศิลาขาว ขณะที่ผู้คนเดินรอบพระอารามให้ครบ 3 รอบเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เเละอีกไฮไลต์หนึ่งที่ไม่ควรพลาด สำหรับผู้ที่ต้องการย้อนไปดูอดีตความรุ่งเรืองของดินแดนนครปฐม หลักฐานที่ดีที่สุดนั้นอยู่ใน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” ตั้งอยู่บริเวณชั้นลดด้านทิศตะวันออกตรงข้ามพระอุโบสถ ภายในเก็บวัตถุโบราณที่ขุดพบได้จากสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม ตั้งแต่สมัยทราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 เช่น พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี ธรรมจักร หินบดยา ลูกประคำดินเผา กำไลข้อมือ เงินโบราณ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ “ทวารวดี” เท่านั้น ยังมีเรื่องราวที่น่าค้นหาให้เรียนรู้กันนอกตำราอีกมาก รอให้เราลงไปสัมผัสผ่านการท่องเที่ยวในดินเเดนอารยธรรมเเห่งนี้
