คอลัมน์สามัญสำนึก ดิษนีย์ นาคเจริญ
อีกไม่กี่วันก็จะพ้นปีนี้ เข้าสู่ปีใหม่ 2565 หลายคนคงคิดเหมือนกันว่าปีนี้ผ่านไปเร็วมาก
มากกว่าเทคโนโลยีดิสรัปต์ก็เห็นจะเป็นวิกฤต “โควิด-19” นี่ล่ะที่เร่งทุกสิ่งให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน และการงาน
สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลงทำให้หลายองค์กรเริ่มกลับเข้าสู่โหมดการทำงานแบบวิถีปกติใหม่ที่เรียกว่า “ไฮบริดเวิร์ก” ผสมผสานระหว่างทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้กับการเข้าไปที่ออฟฟิศ เช่นกันกับการเรียนที่มีทั้งออนไลน์ และออนไซต์
เมื่อเราเริ่มปรับตัวอยู่กับโควิดได้แล้ว ปีหน้าหลายสิ่งก็น่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น
โควิดส่งผลกระทบต่อทุกคนทุกธุรกิจ มีทั้งแง่บวก และลบ แต่ไม่ว่าจะลบหรือบวก ใครปรับตัวได้ก็อยู่ได้ ปรับไม่ได้หรือเปลี่ยนไม่ทัน ก็ล้มหายตายไป เช่นกันกับในทุก ๆ วิกฤตนั่นล่ะที่จะมีคนที่อยู่ได้-ตายไป และแข็งแรงขึ้น
โควิดยังทำให้คนจำนวนมากตัดสินใจ “ลาออก” จากงาน ถึงกับเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การลาออกครั้งใหญ่” (big quit) หรือ “อภิมหาการลาออก”
“เก็ทลิงส์” (GetLinks) แพลตฟอร์ม HR-tech ระบุว่าแม้ตัวเลข และข้อมูลอ้างอิงส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงไปยังแรงงานในสหรัฐอเมริกา แต่ปรากฏการณ์รอบนี้เกิดขึ้นทั่วโลก และว่าผู้คนออกจากงานเพื่อต้องการหางานที่มีความยืดหยุ่น และมีความสุขมากขึ้น
พัฒนาการของเทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียทำให้พนักงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานใหม่ ๆ จากทั่วโลกได้ง่ายกว่าที่เคย ขณะที่ความแพร่หลายที่เพิ่มขึ้นของการทำงานทางไกล ทำให้บางกรณีพนักงานไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่เพื่อเริ่มงานใหม่อีกต่อไป
โดยเฉพาะพนักงานในกลุ่มทาเลนต์จะเลือกงานที่เหมาะสมกับความสามารถ และความต้องการได้เอง แตกต่างไปจากในอดีต โดยต่างพยายามหาค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
ใน “ฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว” ก็มีบทความชื่อ Who Is Driving the Great Resignation ? โดย Ian Cook ที่อ้างอิงข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐที่พบว่าในเดือน ก.ค. 2564 มีชาวอเมริกันกว่า 4 ล้านคนลาออกจากงาน และพบด้วยว่าการลาออกสูงสุดเกิดขึ้นใน เม.ย. และสูงอย่างผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ ณ สิ้นเดือน ก.ค. มีตำแหน่งงานว่างทำลายสถิติถึง 10.9 ล้านตำแหน่ง
ขอย้ำว่า การลาออกของมนุษย์เงินเดือนจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก
จากการวิเคราะห์ข้อมูลในบันทึกพนักงานกว่า 9 ล้านคนจากบริษัทกว่า 4,000 แห่งทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรมพบว่าอัตราการลาออกที่สูงที่สุดเกิดกับพนักงานระดับกลางที่อายุระหว่าง 30-45 ปี เฉลี่ยมากกว่า 20% ในระหว่างปี 2563 และ 2564 ขณะที่อัตราการลาออกโดยทั่วไปจะสูงที่สุดในหมู่พนักงานที่อายุน้อยกว่า
จากการศึกษายังพบอีกว่าปีที่แล้วการลาออกของคนในช่วงอายุ 20-25 ปีลดลง เนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเงินที่มากขึ้น และความต้องการพนักงานระดับเริ่มต้นที่ลดลง
ที่น่าสนใจก็คืออัตราการลาออกในผู้ที่อยู่ในกลุ่มอายุ 60-70 ปีก็ลดลงเช่นกัน ส่วนพนักงานในกลุ่มอายุ 25-30 และ 45+ มีอัตราการลาออกสูงกว่าปี 2563 เล็กน้อย แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเท่ากลุ่มอายุ 30-45 ปี
ผลการศึกษาบอกว่าการทำงานทางไกล ทำให้นายจ้างรู้สึกว่าการจ้างผู้ที่มีประสบการณ์น้อยมีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากพนักงานใหม่ไม่ได้รับประโยชน์จากการฝึกอบรม และคำแนะนำแบบตัวต่อตัว
นั่นทำให้ความต้องการพนักงานระดับกลางมากขึ้น
พนักงานระดับกลางมีอำนาจมากขึ้นในการรับโอกาสในตำแหน่งใหม่ ๆ และเป็นไปได้ว่าเขาเหล่านั้นได้ชะลอการย้ายงานในช่วงที่โควิดกำลังระบาดหนัก ๆ
จนกระทั่งหลายเดือนผ่านไปด้วยปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น การหยุดจ้างงานหรือแรงกดดันอื่น ๆ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเริ่มกลับมาคิดใหม่ ทั้งเกี่ยวกับการงาน และเป้าหมายในชีวิต
อันนำไปสู่การตัดสินใจลาออกครั้งใหญ่