เซ็นทรัล วิลเลจ ทุ่มงบฯ 5 พันล้าน ปั้น เซ็นทรัล วิลเลจ เฟส 2 ย้ำเป้าผู้นำ The First Real Luxury Outlet in Thailand-ไลฟ์สไตล์ เดสติเนชั่น รวบ 300 แบรนด์ดัง แม็กเนตใหม่จับกลุ่มกำลังซื้อสูงกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พร้อมชู 5 กลยุทธ์สร้างยอดขายยืน 1 ลักซ์เชอรี่เมืองไทย เตรียมเปิดตัว 28 ม.ค.นี้
วันที่ 14 ธันวาคม 2564 นายชาติ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน หรือ CPN เปิดเผยว่า CPN เตรียมต่อยอดความสำเร็จการเป็นลักซ์เซอรี่เอาต์เลตระดับโลก โดยขยายขีดการแข่งขันผ่านการลงทุน 5,000 ล้าน เปิดตัวเฟส 2 ของเซ็นทรัล วิลเลจ ในวันที่ 28 ม.ค. 65

ล่าสุดได้จับมือกับมิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) ผู้มีประสบการณ์พัฒนาเอาท์เลตชื่อดังของเอเชีย เพื่อร่วมกันปั้นเซ็นทรัล วิลเลจ สู่การเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด The First Real Luxury Outlet ที่เป็นมากกว่าสถานที่ช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม
ทั้งนี้ เซ็นทรัล วิลเลจ เฟส 2 ยังคงมีดีไซน์ต่อเนื่องกับเฟสแรกกับเอกลักษณ์ “Thai Modern” พร้อมได้แรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมไทย นำเสนอในรูปแบบหมู่บ้านไทยร่วมสมัย โดยขยายเพิ่มอีก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านช่าง, หมู่บ้านช่างก่อ, หมู่บ้านช่างลายคราม และหมู่บ้านช่างเงินช่างทอง
โดยเน้นบรรยากาศแบบ Outdoor Experience ใกล้ชิดธรรมชาติด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ ทั้งน้ำพุ บ้านต้นไม้ ภูเขา และจุดถ่ายรูปไฮไลต์ Instagrammable Landmarks รวมถึงมีการจัดอีเว้นต์ งานอาร์ต ศิลปะร่วมสมัยหมุนเวียนตลอดทั้งปี

ด้าน ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน กล่าวเสริมว่า สำหรับยุทธศาสตร์การตลาดเพื่อสร้างการเติบโตให้แก่เซ็นทรัล วิลเลจ คงอันดับ 1 ลักซ์เซอรี่เอาต์เลตของไทย จะเน้นไปที่ 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
1.การสร้างยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเฟส 2 มีแผนดึงทราฟฟิกผู้บริโภคสร้างความมั่นใจให้คู่ค้าต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาเซ็นทรัล เวิลเลจ เฟสแรก ทำยอด Occupancy Rate 99% มาตลอด และหลังคลายล็อกดาวน์ มียอด Transaction เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปี 63
2.รวบแบรนด์ดังกว่า 300 แบรนด์ ตั้งแต่ระดับ Luxury brands ไปจนถึง Bridge Line ครบทุก Category เข้าไว้ด้วยกัน อาทิ COACH, SWAROVSKI, ADIDAS, NARAYA, A PINK RABBIT CAKE CAFE + PALETTE สอดรับทุกไลฟ์สไตล์
โดยแบรนด์แฟชั่นกีฬาจะเน้นอินไซด์ลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกอล์ฟหรือวิ่ง พร้อมกับเพิ่ม Category ใหม่ครั้งแรก เช่น ร้าน Pet N Me สินค้าสัตว์เลี้ยง, B2S ร้านเครื่องเขียนครบวงจร และร้านเทคโนโลยีอย่าง XIAOMI BY Dimi Technology เป็นต้น
3.ขยายฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดึงลูกค้าข้าม Catchment ได้ครอบคลุม Bangkok CBD ที่มีกำลังซื้อสูง โดย 70% คือลูกค้ากรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงมีลูกค้าประจำที่อยู่รอบศูนย์ มีโรงเรียนอินเตอร์, หมู่บ้านระดับกลางถึงไฮเอนด์

พร้อมกันนี้ ยังสร้าง Lifestyle Communities ใหม่ ๆ เพื่อดึงลูกค้าในหลายเซ็กเมนต์มากขึ้น อาทิ กลุ่ม Family เพิ่มแบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งสินค้า Home & Living, เครื่องครัว, ของเล่นเด็กและเสื้อผ้า พร้อมด้วยสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่แบบ Full-scale playground, Pet-Friendly สร้างคอมมิวนิตี้คนรักสัตว์ และร้านชา-กาแฟ สไตล์ญี่ปุ่น
ขณะที่กลุ่ม Wealth จะเจาะกลุ่ม High spender ผ่านการจัดกิจกรรม Supercar meeting ทุกสัปดาห์ และสามารถ Targeting กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงของศูนย์การค้าเซ็นทรัลในสาขาอื่น ๆ ทั่วประเทศมาต่อยอดทำ CRM Marketing ได้อย่างตรงจุด
4.เพิ่มช่องทางการขาย Intensive Omnichannel ทั่วประเทศ ผ่านฟีเจอร์ CHAT & SHOP ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ โดยสามารถทาร์เก็ตลูกค้ากำลังซื้อสูงในสาขาอื่นของเซ็นทรัล มาต่อยอดทำ CRM Marketing ได้ ส่วนศูนย์การค้าเซ็นทรัลสาขาอื่น ๆ ทั่วประเทศยังสามารถเป็นจุดส่งต่อสินค้าให้บริการ Cross Border ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีแผนรุกตลาดเอเชียและอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และมาเลเซีย เพื่อเป็นการปรับตัวให้ตอบโจทย์ลูกค้า และช่วยสร้างยอดขายให้คู่ค้าเติบโตไปกับเราได้อย่างต่อเนื่อง

5.สร้าง Festive Vibes ตลอดทั้งปี มอบประสบการณ์ที่มากกว่าการมาช็อปปิ้งเอาต์เล็ต ด้วยไฮไลต์ในเฟสสอง อาทิ การเป็น Food destination, จุด Attraction landmark อาทิ ลานน้ำพุขนาดใหญ่ พร้อมกันนี้ในช่วงเทศกาลยังเตรียมจัดงานและตบแต่งอย่างยิ่งใหญ่ สร้างจุดขาย Festive Vibes
ด้านนายโทโมฮิโกะ เองูจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท (ไทยแลนด์) กล่าวว่า โครงการเซ็นทรัล วิลเลจ เป็นหนึ่งในการบุกเบิกพอร์ตโฟลิโอใหม่ของบริษัทที่ได้รุกตลาดลักเซอรี่เอาต์เล็ตครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการผนึกกำลังกันระหว่างมิตซูบิชิฯ และเซ็นทรัลพัฒนา ในแบบ “Two Nations, One Success” ได้พิสูจน์แล้วถึงความสำเร็จของเซ็นทรัล วิลเลจ ในเฟสแรก
โดยบริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตและการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมไปถึงความต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญเรามีความเชื่อมั่นในโครงการเซ็นทรัล วิลเลจที่มอบประสบการณ์ช็อปปิ้งที่มีความลักเซอรี่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มีความหลากหลายของนักช็อปชาวไทย ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ชั้นนำที่มาเปิดกับเราด้วย
สำหรับการขยายโครงการเฟสสอง ทางมิตซูบิชิฯ เตรียมแผนที่จะดึงดูดแบรนด์คู่ค้าญี่ปุ่นมากขึ้น ที่มาพร้อมด้วยจุดเด่นของการให้บริการแบบญี่ปุ่นที่เหนือความคาดหมายเสมอ เพื่อมอบทั้งความสนุกและความสะดวกสบายในการช็อปปิ้งให้กับลูกค้าชาวไทยและชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังกลับเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอีกด้วย