หุ้นไทยระวังแรงขายทำกำไร โอไมครอนแผลงฤทธิ์-เงินทุนโยกเข้าตลาด DM
ตลาดหุ้นไทย ระวังแรงขายทำกำไร คาดแกว่งตัวในกรอบอิงทางลง 1,630-1,25650 จุด แม้มีลุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,25650 จุด แต่สถานการณ์ยังไม่เอื้อต่อการทรงตัว จากแบงก์ชาติหลักทั่วโลก ดำเนินนโยบายทางการเงินที่ตึงตัว หวั่นความเสี่ยงต่อการโยกเงินทุนเข้าสู่ตลาด DM โอไมครอนแผลงฤทธิ์ “อังกฤษ” นิวไฮ “สหรัฐ” จะยอมรับการระบาดโควิดเป็นสายพันธุ์หลักใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
วันที่ 17 ธันวาคม 252564 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้ระวังแรงขายทำกำไร คาดแกว่งตัวในกรอบแคบอิงทางลงระหว่างระหว่าง 1,630-1,25650 จุด โดยแม้อาจมีลุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,25650 จุด หากแต่สถานการณ์ยังไม่เอื้อต่อการทรงตัวในระดับดังกล่าวได้จาก 1.การกลับมาดำเนินนโยบายทางการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางหลัก ๆ ของโลก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการโยกเงินกลับเข้าสู่ตลาด Developed Market
และ 2.สถานการณ์ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอนที่กำลังระบาดทั่วโลกหลังปัจจุบันมี 77 ประเทศพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวแล้วตามการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษที่ล่าสุดยังคงรายงานผู้ติดเชื้อรายวัน New High ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 และสหรัฐที่ยอมรับว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในไม่ช้านี้
ขณะที่ปัจจัยภายในจะเป็นตัวช่วยประคองการย่อตัวของตลาด ได้แก่ การประชุม ครม.สัปดาห์หน้าที่นักลงทุนต่างจับตารอการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี ตลาดคาดหวังในหลายเรื่อง อาทิ โครงการช้อปดีมีคืน, คนละครึ่งเฟส 4 และมาตรการจูงใจด้านภาษีสำหรับซื้อรถ EV เป็นต้น
และวันนี้คาดตลาดประกาศรายชื่อหุ้นเข้า-ออกดัชนี SET50-SET100 โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยขายทำกำไรบางส่วนในหุ้นที่ราคามีการปรับตัวขึ้นไปแรง เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต และลงมารอหาจังหวะซื้อกลับในช่วงที่ดัชนีมีการปรับฐาน
โดยยังเน้นลงทุน 1.หุ้นกลุ่มที่คาดฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ รวมถึงได้อานิสงส์บวกจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และ 2.หุ้นกลุ่มที่อิงการบริโภคและท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีลุ้นไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วันนี้แนะนำ COM7 และ KTC
สำหรับธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณนโยบายการเงินตึงตัว ไม่เพียงแต่ผลประชุมเฟดที่ส่งสัญญาณ Hawkish มากกกว่าคาด แต่ทั้ง BOE และ ECB ต่างก็ส่งสัญญาณในทิศทางที่คล้ายกัน เพื่อลดความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อ โดย BOE ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากเดิม 0.1% ซึ่งต่ำสุดมาอยู่ที่ 0.25% หลังอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ย.2564 พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี
ขณะที่ ECB แม้ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0% ตามที่คาด แต่มีการปรับลดวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรในโครงการ PEPP และจะยุติโครงการในเดือน มี.ค.2565 ส่วนการเข้าซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการ APP ที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันนั้นจะเร่งตัวขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพคล่องในตลาดหลังโครงการ PEPP จบลง โดยช่วงไตรมาส 2/2565 จะเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านยูโร/เดือน และลดลงเป็น 3 หมื่นล้านยูโร/เดือนในไตรมาส 3/2565 หลังจากนั้นจะคงที่ระดับ 2 หมื่นล้านยูโร/เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.252565 เป็นต้นไป
ขณะที่โอไมครอนยังแผลงฤทธิ์ แม้ตามหลักฐานที่มีอยู่ปัจจุบันยังบ่งชี้ถึงอาการของเชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอนว่าไม่รุนแรงเท่าเดลต้า หากแต่การแพร่กระจายเชื้อถือว่าเร็วมาก โดยเฉพาะอังกฤษที่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอนอย่างหนัก หลังยังรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 อีก 88,376 ราย
ขณะที่สหรัฐ นายแพทย์เฟาซีประเมินสถานการณ์ว่าสายพันธุ์โอไมครอนจะเป็นสายพันธุ์หลักใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า พร้อมเรียกร้องกระตุ้นให้ประชาชนออกมารับ Booster Dose หรือเข็ม 3 เพื่อลดอาการและความรุนแรงลง