การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล “น้ำ” เป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดี
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายสุรสีห์ กิตติมณฑล” เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ภายหลังเข้ารับไม้ต่อจากนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์น้ำและแผนจัดการน้ำของไทยปี 2565 หลังจากไทยผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมไปแล้ว

สถานการณ์น้ำปี’65
ภาพรวมประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ประเมิน ณ วันนี้ คาดว่าปริมาณน้ำมากกว่าคาดการณ์เกือบทุกภาค โดยในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง คาดการณ์ 1 พ.ค. 2565 จะมีปริมาณน้ำทั้งประเทศรวมน้ำสำรองฤดูฝน 40,630 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำต้นทุน ( 8 ธ.ค. 2564) ที่ 72,596 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 37,857 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 34,739 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่เพาะปลูกพืช 11.65 ล้านไร่
แต่หากลงรายละเอียด จะมีเขื่อนที่อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อย 7 เขื่อนหลัก ส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือ คือ สิริกิติ์จะมีปริมาณน้ำ 3,686 ล้าน ลบ.ม. 39% เขื่อนแม่กวง 65 ล้าน ลบ.ม. 25% เขื่อนกิ่วลม 13 ล้าน ลบ.ม. 13%
เขื่อนแม่งัดฯ12 ล้าน ลบ.ม. 5% ภาคใต้มี 1 แห่ง เขื่อนบางลาง 814 ล้าน ลบ.ม. 56% อีสาน 1 แห่ง เขื่อนห้วยหลวง 27 ล้าน ลบ.ม. 20% และภาคตะวันออก 1 แห่ง เขื่อนคลองสียัด 32 ล้าน ลบ.ม. 8%
“ตรงนี้ต้องบริหารจัดการให้ดี สื่อสารให้ชัดเจนว่าบางเขื่อนไม่สามารถส่งน้ำ เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรหรือทำนาปรังได้ นาข้าวรอบ 2 เสี่ยงขาดแคลนมากกว่า 5 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น หากเจอสภาวะแล้งเช่นนี้ มีเขื่อนน้ำน้อย ฝนไม่ตกลงพื้นที่เขื่อนแบบนี้ สิ่งแรกที่ต้องจัดสรรคือน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ตามด้วยเกษตรกรรม ระบบนิเวศ และอุตสาหกรรม”
9 มาตรการรับมือแล้ง
ฉะนั้น ถามว่าน่าเป็นห่วงไหม เราต้องห่วง แน่นอน ห่วงเพื่อวางกรอบแนวทางเอาไว้ ล่าสุดได้เสนอ 9 มาตรการฤดูแล้ง ต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฐานะอนุกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ทั้งการเร่งเก็บกักน้ำในทุกแหล่งน้ำให้มากที่สุด จัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตร
กำหนดการจัดสรรน้ำฤดูแล้งติดตาม กำกับ ให้เป็นไปตามแผน การวางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำ เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำสายหลัก สายรอง ติดตามประเมินผล และสร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนจัดสรรน้ำควบคู่วิเคราะห์พื้นที่เป้าหมาย เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 3 ส่วนหลัก คือ การวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อประเมินพื้นที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงแล้ง
แบ่งเป็น พื้นที่อุปโภค บริโภคและพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งแผนการจัดสรรน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2564/65 คาดการณ์ “ปริมาณน้ำใช้การ” ทั้งประเทศ 67,618 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 2563 ถึง 25,739 ล้าน ลบ.ม.
มั่นใจว่าสามารถจัดสรรน้ำเพื่อสนับสนุนในแต่ละกิจกรรมได้รวม 30,961 ล้าน ลบ.ม.ทั้งอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ร่วมกับการใช้ประโยชน์จากน้ำในแก้มลิง ทุ่งรับน้ำและแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่เก็บกักไว้เพื่อตัดยอดน้ำหลากมาใช้ในฤดูแล้ง
ตามด้วยวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 64/65 ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ดูแลด้านคุณภาพน้ำ ในพื้นที่รับผิดชอบของการประปานครหลวง (กปน.) และเขตให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค กปภ. ทั้งหมดนี้ได้พิจารณาผ่านไปแล้วและออกหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้ดำเนินการวางแผนทันที
ระบายน้ำ 11 ทุ่ง ลุ่มเจ้าพระยา
ขณะเดียวกัน บางส่วนยังจำเป็นต้องมีการเสนอโครงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ช่วงฝนทิ้งช่วง เพราะที่ผ่านมามีพื้นที่ที่ได้รับน้ำท่วม อาคารต่าง ๆ การซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างจะส่งผลต่อการนำมาใช้งานฤดูแล้งให้ดีขึ้น เราได้ให้หน่วยงานปรับแผนใช้เงินเหลือจ่ายหากปรับแผนไม่ได้หรือไม่มีงบประมาณ ก็สามารถเสนอของบฯกลางเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณางบประมาณ อาจจะหลัก 1,000 ล้านบาท
ซึ่งต้องรอผลสรุปของแต่ละหน่วยงาน แล้วทำรายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ก็มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เข้ามาช่วยเสริมได้ พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเกิดปัญหาน้ำท่วมทุกปี จึงจะเดินหน้านโยบายให้เก็บน้ำ 11 แห่ง ภายใต้แผนระบายน้ำในทุ่งไว้ เราจะไม่ปล่อยระบายหมด
เพราะเมื่อเข้าสู่แล้งก็แล้งเลย ท่วมก็ท่วมเต็มที่ แต่ต่อไปเพื่อที่จะไปส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนทำนาปรังได้ ส่วนหนึ่งจะนำไปใช้เตรียมแปลงพาะปลูก ที่เหลือจะมาจากเขื่อนภูมิพล ป่าสักฯ และแควน้อยฯ ลงมาช่วยนาปรังมีพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ ให้เพียงพอ
“ปีหน้าประเมินว่าในพื้นที่เดิม ๆ เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา สุโขทัย อ่างทอง จะเจอน้ำท่วมหรือไม่นั้น จะใช้แผนการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำและต้องมีการส่งน้ำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกล่วงหน้าในช่วงเดือนเมษายน เมื่อถึงเดือนกันยายน-ตุลาคม การเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวรับนำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ แต่หากมีความเสียหายอื่น ๆ เนื่องจากการเพาะปลูกไม่แล้วเสร็จจะมีการดำเนินการชดเชยตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564”
คาดการณ์แล้ง-ท่วมปีหน้า
ประเมินภัยแล้งหากตามแผนน่าจะรอดไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ โดยรวมถือว่าดีแต่นอกเขตชลประทานควบคุมยาก ต้องพูดคุยเจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องประเมินสถานการณ์ด้วย ส่วนในเขตตามแผนที่อยู่ในแผนสามารถควบคุมได้
เมื่อหมดหน้าแล้งก็เข้าสู่ฤดูฝน ก็ห่วงแน่นอน เรายังไม่สามารถกำหนดว่ามีพายุหรือมรสุมล่วงหน้าได้ขนาดนั้น ซึ่งเราก็ทำงานใกล้ชิดกับทุกหน่วยงาน กรมอุตุนิยมวิทยา จิสด้าอย่างที่บอก เราต้องห่วงเพื่อรองรับแผน รองรับมาตรการ
ดังนั้น จากเดิมที่กว่าจะกำหนดมาตรการฤดูฝนได้ก็รอเดือนเมษายน แต่พลเอกประวิตรท่านสั่งการไว้เลยว่า เดือนกุมภาพันธ์ต้องมีแผน เพื่อเตรียมความพร้อมฤดูฝน เพราะที่ผ่านมาอาจจะช้าไป เราจะได้ทำงานเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ
“ที่สำคัญคือต้องมีมาตรการเพิ่มเติมจากมาตรการเดิม ๆ ของแผนน้ำท่วม เราต้องมีแผนสำรอง 2-3 มาตรการ มกราคมจะมีประชุมถอดบทเรียนมาตรการที่ผ่านมา เพื่อดูว่าที่ผ่านมาเหมาะสมไหม ที่คิดไว้ คือ
1.ต้องตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร คันกั้นน้ำที่มีมานานหลายปี น้ำมาทีคือพังอย่างรวดเร็วเลย ดังนั้น ต้องตรวจสอบผ่านคณะทำงานที่รับผิดชอบ และทำแผนรองรับเมื่อเตือนน้ำทะลัก ซึ่งผมมองไว้ตั้งแต่ตอนเข้ามาทำงานเลยว่าควรจะต้องมี ประการที่
2.ต้องมีแผนซักซ้อมการเผชิญเหตุ เช่น ไฟไหม้ยังมีแผน เราก็ต้องมีการจำลองสถานการณ์น้ำท่วม ต้องทำอะไรก่อน หลัง ใครมีหน้าที่อะไร ต้องยอมรับว่าจุดอ่อนที่ผ่านมา สทนช.มีหน้าที่แจ้งให้หน่วยงานให้ไปแจ้งเตือนต่อ
แต่เราไม่มีกฎหมายสั่งการคนที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนพื้นที่นั้น ๆเขามีกฎหมายรองรับ นี่คือช่องว่าง ดังนั้นอย่างที่บอก เมื่อเราซ้อมแผนก็จะเพิ่มความเข้าใจบทบาทของตัวเองมากขึ้น และวิธีการบริหารจัดการของผมคือต้องติดตามประเมินผลทุกครั้ง”
แจ้งเกิดคณะกรรมการลุ่มน้ำ
ในปีหน้าจะเกิดคณะกรรมการลุ่มน้ำอย่างเป็นทางการ จะมีเจ้าหน้าที่ดูว่าหน่วยงานไหนต้องทำอย่างไร การแจ้งเตือนการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบอย่างทันท่วงที นี่คือจุดอ่อนที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ต้องตระหนักรู้ว่าใครมีหน้าที่ต้องทำอย่างไร ชาวบ้านด้วย ที่สำคัญคือมาตรการตั้งศูนย์ส่วนหน้าในระหว่างการบริหารจัดการน้ำท่วม เช่น มีรถโมบาย มีพื้นที่อพยพ มีเจ้าหน้าที่เอกชน รัฐ ช่วยกันชัดเจน ตรงนี้จะเป็นโมเดลของ จ.สุราษฎร์ธานี มาต่อยอด และต่อไปนี้ ต้องรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหนเสี่ยงอันตราย พื้นที่อพยพถ้าเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น ปภ.ไปเคลียร์ศาลาชุมชน พื้นที่ไว้จะดียิ่งขึ้น
“ปีหน้าจะเป็นความท้าทาย สนุก คำว่าสนุกในที่นี้คือแจ้งเกิดคณะทำงานลุ่มน้ำอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งขณะนี้เหลือขั้นตอนของตัวแทนองค์กร อปท. ผู้ทรงคุณวุฒิ น่าจะเกิดคณะกรรมการลุ่มน้ำประมาณเดือนมีนาคม 2565 สทนช.จะทำงานเต็มรูปแบบมากขึ้น จะสามารถบริหารได้อย่างเต็มอัตรา เป็นฟันเฟือง ลองดูกันสักตั้ง หากเราเตรียมการดี ป้องกันดี เราน่าจะเกิดความเสียหายน้อยที่สุด”
เดินหน้าบูรณาการ 9 กระทรวง
ปี 2565 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รับงบประมาณงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ผ่านการพิจารณา ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 63,136 ล้านบาท สำหรับ 17 หน่วยงาน 9 กระทรวง ดังนี้
1.แผนการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค วงเงิน 2,780 ล้านบาท (4.40%) เฉพาะครัวเรือนนอกเขต กทม. ให้เข้าถึงน้ำประปา 101,440 ครัวเรือน
2.แผนเพื่อการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 38,373 ล้านบาท จะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 271,711 ไร่ ตามความจุ 254.96 ล้าน ลบ.ม. และรับประโยชน์ถึง 133,408 ครัวเรือน
3.แผนการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 20,216 ล้านบาท (32.02%) แก้ปัญหาพื้นที่ผลกระทบลดลง 471,712 ไร่ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 3 ร่องน้ำ
4.แผนการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ วงเงิน 682 ล้านบาท ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูพื้นที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย 34 แห่ง
5.แผนการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำฯวงเงิน 193 ล้านบาท ในพื้นที่ป่าได้รับการปลูกฟื้นฟู 23,839 ไร่ และปกป้องการชะล้างการพังทลายของดินในพื้นที่ต้นน้ำ 43,502 ไร่ 6.แผนการบริหารจัดการ 892 ล้านบาท ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำอย่างสมดุล 22 ลุ่มน้ำ
สำหรับผลการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมแบบบูรณาการที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับงานด้านนี้มาก ส่งผลให้สถิติความเสียหายภัยจากน้ำลดลงอย่างชัดเจน เห็นได้จากปี 2562 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นปีที่แล้งรุนแรงเป็นลำดับที่ 2 รองจากปี 2558 แต่การบริหารจัดการน้ำในเชิงป้องกัน วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และหาแหล่งน้ำสำรอง ทำให้มีหมู่บ้านประกาศภัยแล้งปี 2562 เพียง 30 จังหวัด 891 ตำบล ใน 7,662 หมู่บ้าน น้อยกว่าการบริหารจัดการน้ำในหลายปีที่ผ่านมา และในปี 2563/64 มีการประกาศภัยแล้งเพียง 2 จังหวัด เท่านั้น
นอกจากนี้ การแจ้งเตือนล่วงหน้า และบริหารจัดการน้ำร่วมกัน ยังทำให้ความเสียหายจากอุทกภัยลดน้อยลง สามารถป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีแรกที่รัฐบาลเข้ามาบริหารงาน มีความเสียหายเพียง 94 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาน้ำ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับน้ำในทุกมิติ จึงนับเป็นครั้งแรกของการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ซึ่งเป็นการร่วมกันดำเนินงานจากทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และมีผลงานที่เป็นรูปธรรม
โดยเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 3,347 แห่ง จาก 5,472 แห่ง สระน้ำในไร่นา 190.59 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 63% พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 118.43 ล้าน ลบ.ม. ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ 225 แห่ง และปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ 181 แห่ง
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายเพื่อวางแผนแก้ไขเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (area based) 66 พื้นที่ ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่ประสบปัญหาด้านน้ำซ้ำซาก โดยมีแนวคิดการป้องกันและแก้หลายวิธี และขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมไปแล้ว 133 โครงการ จาก 526 โครงการ พร้อมทั้งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในเชิงบริหารจัดการควบคู่ไปด้วย
อาทิ พัฒนารูปแบบการจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนอง เช่นพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง ขนาด 1.15 ล้านไร่ สามารถหน่วงน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรด้านน้ำ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ถึงระดับนโยบาย ยกระดับการมีส่วนร่วม
โดยรัฐบาลได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้นในการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ได้ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด มีการตรวจสอบความซ้ำซ้อนของแผนงานได้กว่า 60,000 ล้านบาท