สัมภาษณ์พิเศษ
ปี 2564 การส่งออกไทยมีโอกาสจะขยายตัว 15-16% ท่ามกลางปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับส่งออก ซึ่งยังคงต่อเนื่องมาถึงปี 2565 “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายชัยชาญ เจริญสุข” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ถึงทิศทางการส่งออกไทยในปี 2565
ส่งออกไทยปี’65 ขยายตัว 5-8%
สภาผู้ส่งออกคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2565 จะขยายตัว 5-8% ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า รวมไปถึงความต้องการสินค้าที่ยังมีต่อเนื่อง แม้ขณะนี้การแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอนจะกระจาย และพบว่าบางประเทศมีการปิดไม่ให้ต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ แต่สัญญาณด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ ยังคงเป็นปกติ ไม่มีการบ่งชี้ว่าจะปิดหรือล็อกดาวน์กิจการทางเศรษฐกิจแต่อย่างไร จึงมั่นใจว่าปีนี้จะยังโตเป็นบวก จากปี 2564 ที่ผ่านมา เชื่อว่าภาพรวมขยายตัว 15-16% อย่างแน่นอน
ตลาด-สินค้าเป้าหมาย
อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตดี ผลักดันให้การส่งออกไทย เช่น อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง จะขยายตัว 5-10% ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ คาดว่าขยายตัว 5-10% สิ่งทอคาดว่าขยายตัว 5-10% อาหารขยายตัว 1% อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คาดว่าขยายตัว 5% และยังมีกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตดีในปีนี้ อาทิ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์พลาสติก น้ำตาล ข้าว เป็นต้น
ส่วนตลาดส่งออกไทยนั้น ตลาดหลัก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป จีน ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจขยายตัว ตลาดรองอาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย เศรษฐกิจก็กำลังฟื้นตัว ซึ่งจากการติดตามหลายตลาด ไม่ได้รับผลกระทบโอมิครอน เห็นได้จากไม่ได้มีประกาศปิดประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักของไทย กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การใช้ชีวิตยังได้ปกติ เนื่องจากความพร้อมด้านวัคซีนที่ยังมั่นใจว่ามีประสิทธิภาพ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ส่งออกไทยควรไปใช้ประโยชน์ในการส่งออกปีนี้
“แม้ว่าขณะนี้ บางประเทศจะปิดเรื่องการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่การเจรจาการทำธุรกิจ ร้านค้า ร้านอาหาร การใช้ชีวิตยังได้ปกติแต่จะเข้มงวดบ้าง ซึ่งต่างจากเดิมที่มีการแพร่ระบาดของเดลต้า ที่หลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ กิจกรรมทางธุรกิจบางกิจกรรมไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก แต่เชื่อว่าจากการแพร่เชื้อของโอมิครอนในปีนี้ จากการติดตามยังไม่มีสัญญาณถึงขั้นนั้นแต่อย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กังวล ซึ่งผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้บริโภคเองก็จำเป็นต้องดูแลตัวเอง และป้องกันการแพร่เชื้อ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
ขนส่งกลางปีคลี่คลาย
สำหรับปัญหาภาคการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือ จากการติดตามยังไม่มีการรายงานว่าจะมีการปิดท่าเรือ จากปัญหาของการแพร่ระบาดของเชื้อโอมิครอน ส่วนปัญหาการตกค้างของตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือก็พบว่ามีความพยายามระบายตู้คอนเทนเนอร์ออกมา เพื่อให้ตู้เกิดการหมุนเวียนออกสู่ตลาด โดยเชื่อว่ากลางปีนี้สถานการณ์จะดีขึ้น มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงพอ พื้นที่บนเรือในการวางสินค้าก็น่าจะดีขึ้น
ประกอบกับขณะนี้มีการผลิตตู้คอนเทนเนอร์ เรือขนส่งออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จึงเชื่อว่าจะมาสนองความต้องการขนส่งสินค้าในตลาดได้เป็นอย่างดี เร็วที่สุดกลางปี 2565 หรืออย่างช้าคือปลายปีนี้ปัญหานี้จะคลี่คลายลง
“ยังเชื่อว่าโอมิครอนไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานขาดจากนโยบายของรัฐบาล คือ ต้องทำงานที่บ้าน ส่งผลต่อคนปฏิบัติหน้าที่น้อย ความต้องการตู้คอนเทนเนอร์พุ่งสูงอย่างที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถระบายสินค้าออกจากท่าเรือได้ แต่ก็อาจจะมีบ้างในความล่าช้า โดยเฉพาะในส่วนของการขนส่งสินค้าออกจากท่าที่จะเกิดความแออัดของรถขนส่ง รถลาก เนื่องจากปัญหาดังกล่าวสะสมมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่หากระบายสินค้าออกไปได้ การขนส่งสินค้าเข้า-ออกท่าก็ไม่มีปัญหา”
อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ในตลาดจะดีขึ้น และเพิ่มขึ้นจากการระบายสินค้าในท่าเรือ และปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ เรือขนส่งใหม่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นชัดเจนในปี 2566 เป็นต้นไป และการขนส่งจะเข้าสู่ปกติ แต่สำหรับปีนี้ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายมากขึ้น ไม่เป็นอย่างปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ขนส่งทางบกพุ่ง
อีกด้านหนึ่ง จากการติดตามสถานการณ์การขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเส้นทางไปจีน เวียดนาม พบว่า มีการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ปัญหาความต้องการตู้คอนเทนเนอร์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยส่วนใหญ่การขนส่งทางบกจะใช้ตู้ขนาด 40 ฟุตและสินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร ผลไม้ไทย ด้วยความที่สินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีอายุประเทศผู้นำเข้ามีเงื่อนไขในเรื่องของสินค้าต้องปลอดภัยจากโควิด-19 ส่งผลให้เป็นการเพิ่มต้นทุน ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงกว่าราคาสินค้า โดยเฉพาะค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ผลไม้ไปจีน ปรับขึ้นเป็น 250,000 บาท จากเดิม 190,000-250,000 บาทต่อตู้ 40 ฟุต หรือเส้นทางไปเวียดนาม ปรับจาก 60,000 บาทเป็น 120,000 บาทต่อตู้ 40 ฟุต เป็นต้น ซึ่งที่ผู้ประกอบส่งออกต้องปรับตัว เพื่อให้ส่งออกสินค้ายังคงไปได้ โดยการเจรจากับผู้นำเข้า การจองพื้นที่ ตู้คอนเทนเนอร์ล่วงหน้า และต้องการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือแก้ไขให้การส่งออกของไทยดีขึ้น
ห่วงแรงงานยังขาด
นอกจากนี้ยังห่วงปัญหาแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานภาคการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แม้จะได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้ว แต่จำนวนแรงงานก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน ที่ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตจะต้องแบกรับ เนื่องจากจำเป็นจะต้องเพิ่มค่าล่วงเวลา เพื่อให้ผลิตสินค้าให้ทันต่อคำสั่งซื้อและการส่งมอบสินค้า ในประเด็นนี้ ก็ต้องการให้หน่วยงานของภาครัฐเร่งช่วยเหลือ
“จำนวนแรงงานที่ยังขาดคาดการณ์มี 2-4 แสนคน ขอให้เร่งนำเข้าแรงงาน เพราะยังติดปัญหาของขั้นตอนและระยะเวลาในการนำเข้า พื้นที่กักตัว เพื่อตรวจสอบเชื้อโควิด ต้องการให้มีมากขึ้น เนื่องปัจจุบันมีพื้นที่น้อยรองรับแรงงานที่เข้ามาไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายการตรวจโควิดก็ยังสูง เป็นต้นทุนของการนำเข้าแรงงานของผู้ประกอบการ ซึ่งก็ต้องการหน่วยงานของภาครัฐช่วยเหลือด้วย”
อย่างไรก็ดี แม้จะมีความท้าทายด้านการขนส่ง แรงงาน รวมถึงแนวโน้มราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น มีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่การส่งออกภาพรวมของไทยในปีนี้ยังมีสัญญาณเป็นบวก อีกทั้งค่าเงินบาทยังอยู่ในอัตราที่ผู้ส่งออกรับได้ที่ 33.2-33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อลาร์เรล ดังนั้น จึงเชื่อว่าการส่งออกจะขยายตัวอยู่ในกรอบที่สภาผู้ส่งออกคาดการณ์ไว้