สวทช.ผุดชุดตรวจโควิดสัญชาติไทย “NanoCOVID-19” สู้ศึกตลาด ATK แข่งเดือด ชี้ลดความเสี่ยง-พึ่งพิงต่างประเทศน้อยลง พร้อมเสริมแกร่งขีดศักยภาพเครื่องมือแพทย์ไทยสู่การแข่งขันเวทีโลก ก่อนแตกไลน์ชุดตรวจกลุ่มสุขภาพการแพทย์-อาหาร-เกษตร สอดรับโมเดล BCG ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ตั้งเป้าอนาคตดันอุปกรณ์การแพทย์ไทยท้าชนตลาดโลก
ปัจจุบันการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลให้มีการติดเชื้อกระจายในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ผลักดันให้สินค้าชุดตรวจโควิดแบบเร็ว หรือ ATK เป็นสินค้าจำเป็นในยุคนี้
โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นการนำเข้าและพึ่งพิงสินค้าจากต่างประเทศ อาทิ จีน เกาหลี อเมริกา ขณะที่ภาครัฐได้มีนโยบายผลักดันเศรษฐกิจไทยภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ด้วยการนำแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่ง “เครื่องมือแพทย์” ถือเป็นหนึ่งในสาขาหลักที่ไทยต้องการขับเคลื่อนให้สอดรับกับการเป็นศูนย์กลางการแพทย์โลก (Medical Hub)
เพื่อหนุนการพัฒนาเครื่องมือแพทย์และสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย ดังนั้น การวิจัยและพัฒนาชุดตรวจ ATK สัญชาติไทยอาจดูเหมาะสมและส่งเสริมเป้าหมายในระยะยาวมากกว่า
ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้วิจัยและคิดค้น ATK สัญชาติไทย NanoCOVID-19 Antigen Rapid Test เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดชุดตรวจแบบเร็ว (Rapid Test Kit) ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 23,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.78 แสนล้านบาท
มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 8.14% ตลอดช่วง 10 ปี นับจากนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19
นับเป็นเชื้อไฟสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตื่นตัวในการใช้ชุดตรวจแบบเร็ว โดยเฉพาะ Antigen Test Kit หรือ ATK ที่กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองโรคโควิดเบื้องต้น เพื่อลดภาระงานของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย จึงทำให้มีการใช้งาน ATK สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด นำไปสู่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ขณะที่อีกมุมหนึ่งนับเป็นโอกาสที่หน่วยงาน องค์กร ตลอดจนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้เริ่มหันมาพัฒนาชุดตรวจโควิด ATK ของตนเองออกมา ไม่เว้นแม้แต่นาโนเทค
สวทช. ที่ได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ NanoCOVID-19 Antigen Rapid Test สัญชาติไทยขึ้นมาโดยนำฐานความรู้จากชุดตรวจคัดกรองไวรัสไข้หวัดใหญ่มาต่อยอดร่วมกับวัสดุตอบสนองทางด้านนาโนเทคโนโลยีและระบบเซ็นเซอร์
สร้างนวัตกรรมใหม่ชุดตรวจโควิดใหม่ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ATK Professional Use สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และ 2.ATK Home Use สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อรองรับดีมานด์การใช้ชุดตรวจโควิดในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะอย่างน้อย 1 ปีจะมีความต้องการใช้ที่สูง
จากการระบาดโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่ยังคงมีต่อเนื่อง ส่วนอีกด้านยังเป็นการลดการนำเข้าและพึ่งพิงต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ
“การพัฒนาชุดตรวจ NanoATK ของ สวทช. เกิดจากวิสัยทัศน์ของนาโนเทค สวทช. ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา โดยพยายามสร้างฐานทางเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมได้
ประกอบกับการเห็นถึงปัญหาความตื่นตระหนกในช่วงโควิดแพร่ระบาดหนัก จึงเป็นที่มาในการริเริ่มทำชุดตรวจ ATK สัญชาติไทยขึ้น ซึ่งมองว่าการผลิตสินค้าในประเทศเองย่อมดีกว่าการนำเข้า ในแง่การพึ่งพาตนเอง
เปรียบเสมือนการหายใจด้วยจมูกตัวเองคิดดูว่าหากเราไม่มีเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ ATK ของตนเอง อย่างไรก็ต้องซื้อและนำเข้า เงินที่ไหลออก ควรมาใช้กับการพัฒนาความเข้มแข็งของประเทศ และช่วยความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหากเกิดการระบาดใหญ่อีกระลอก
ฉะนั้น การพัฒนาเครื่องมือชุดตรวจเหล่านี้ต้องขนานไปด้วยกัน และเมื่อสามารถผลิตได้เอง สามารถขยายการส่งออกสินค้าชุดตรวจได้เอง ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทย และเป็นภาพที่เราอยากเห็นในประเทศไทย”
สำหรับด้านผลิตและจัดจำหน่ายชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ NanoCOVID-19 Antigen Rapid Test ของ สวทช. ได้ไลเซนส์ให้บริษัท อินโนไบโอเทค จำกัด เป็นผู้มีสิทธิผลิตและจัดจำหน่าย
ส่วนการต่อยอดในเฟสถัดไปของ สวทช. จะหันมาต่อยอดนาโนเมดิคอลแพลตฟอร์ม ขยายการพัฒนาชุดตรวจแบบเร็วไปสู่เซ็กเมนต์อาหาร การเกษตร สุขภาพการแพทย์ อาทิ ชุดตรวจโปรตีนรั่ว
สำหรับโรคไตเรื้อรัง, ชุดตรวจเดกซ์แทรน ป้องกันการปนเปื้อนในกระบวนการผลิตน้ำตาล ซึ่งช่วยลดความเสียหายของผลผลิตน้ำตาลในประเทศไทยได้ โดยกลุ่มน้ำตาลมิตรผลได้ไลเซนส์เทคโนโลยีดังกล่าวไป ตอบโจทย์โมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สาขาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ และแก้ปัญหาเฉพาะที่พบในประเทศไทย
ส่วนการตั้งเป้าความสำเร็จคือ นวัตกรรมที่ออกมาตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมได้ โดยมีดัชนีชี้วัดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจต้องมากกว่าค่าใช้จ่ายงานลงทุนที่ทำไปถึง 5 เท่า นำไปสู่การจ้างงานในธุรกิจใหม่ การส่งออกมากขึ้น
ขณะที่การนำเข้าลดลง สิ่งสำคัญที่จะส่งเสริมนวัตกรรมสินค้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกอยู่ที่ 2-3 เรื่อง คือ ภาคเอกชนและภาควิจัยต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดช่องว่างการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยใช้ตลาดนำ
ขณะที่ตัวสเป็กสินค้าและราคาต้องสู้กับต่างประเทศได้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทางรอดที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทย และทำให้สินค้าไทยสามารถต่อสู้ได้ในตลาดโลก