Skip to content

ซีเอสอาร์ เคพีไอ ห้องสมุดมีชีวิต เพื่ออนาคตเด็กไทย

09 ก.พ. 2565 | 10:53น.
ซีเอสอาร์ เคพีไอ ห้องสมุดมีชีวิต เพื่ออนาคตเด็กไทย

ในที่สุดก็ดำเนินโครงการจนเข้าสู่ปีที่ 9 สำหรับโครงการ “เคพีไอ ก้าวที่พร้อมเพื่ออนาคตเด็กไทย” ของบริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือเคพีไอ (KPI) บริษัทประกันวินาศภัยในเครือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โครงการที่จัดกิจกรรมให้พนักงานสำรวจและปรับปรุงห้องสมุดในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่ดีมีคุณภาพด้วยสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย

“ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการเคพีไอ ก้าวที่พร้อมเพื่ออนาคตเด็กไทย ถือเป็นโครงการหลัก ๆ ที่เคพีไอให้ความสำคัญ โดยมุ่งส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพให้แก่เยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 ด้วยการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนในเขตจังหวัดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วยแนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต”

“เหตุผลที่เลือกการจัดทำห้องสมุด เพราะจากการสำรวจความต้องการโรงเรียนต่าง ๆ พบว่างบประมาณที่ได้รับส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาห้องสมุดน้อยมาก อีกทั้งบรรยากาศของห้องสมุดไม่ค่อยเอื้ออำนวย ไม่มีอากาศถ่ายเท ที่สำคัญหนังสือในห้องสมุดมักเป็นหนังสือที่ได้รับบริจาคมา และเป็นหนังสือเก่า เนื้อหาสาระไม่ตรงกับความต้องการของนักเรียนเท่าไหร่นัก

เราจึงจัดสรรงบประมาณเข้าไปช่วยปรับปรุงตามบริบทของโรงเรียน เพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้น มีสื่อทันสมัย จัดหาหนังสือและอุปกรณ์การเรียนรู้เข้ามาเติม จนถึงปัจจุบันเราพัฒนาห้องสมุดไปแล้วจำนวน 10 แห่ง”

ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหินกอง (พิบูลอนุสรณ์) จ.สระบุรี, โรงเรียนคำตากล้าราชประชาสงเคราะห์ จ.สกลนคร, โรงเรียนพญาเม็งราย จ.เชียงราย, โรงเรียนวัดศรีสุนทร (มิตรภาพ 15) จ.ภูเก็ต, โรงเรียนดอนมดแดง (บ้านดงบัง) จ.อุบลราชธานี, โรงเรียนชุมชนบ้านหนองเม็ก จ.อุดรธานี, โรงเรียนชุมชนบ้านระเว จ.อุบลราชธานี, โรงเรียนชุมชนบ้านหัววัว (ราษฎร์อุทิศ) จ.บุรีรัมย์ และโรงเรียนบ้านเขาพระ จ.สงขลา เป็นต้น

“ไม่เพียงเท่านี้ ยังมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่เราไปพัฒนาห้องสมุดร่วมด้วยจำนวนเฉลี่ย 50 ทุน ทุนละ 3,000 บาท ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมาผลตอบรับจากแบบสำรวจความพึงพอใจจากทุก ๆ ฝ่ายได้คะแนนสูงเฉลี่ยถึง 85-90% ทำให้ตั้งเป้าหมายว่าเดิมทีดำเนินปีละ 1 โรงเรียน แต่ปี 2565 เป็นต้นไปจะปรับเพิ่มจำนวนโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการเป็นปีละ 2 แห่ง

โดยจะคัดเลือกโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งในถิ่นทุรกันดารมาเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม เนื่องจากที่ผ่านมาเราดำเนินการในโรงเรียนขนาดกลางที่มีจำนวนนักเรียนราว 500-1,000 คน เพราะอยากเข้าถึงเด็กจำนวนมากขึ้น ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเกณฑ์คัดเลือก ซึ่งกิจกรรมนี้ส่งผลต่อองค์กรในการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับพนักงานให้รู้จักการแบ่งปัน และรู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวหน้าต่อไป”

“ดร.พงษ์ภาณุ” กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยยังมีเยาวชนไทยที่ขาดโอกาสในการศึกษาที่เท่าเทียมคนอื่นอีกมาก ดังนั้น จึงหวังว่าโครงการจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนให้เยาวชนของประเทศเข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียมจากแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ผมมองว่าภาคเอกชนมีโอกาสในการร่วมมือกันในการยกระดับและพัฒนาระบบการศึกษาของไทยให้เป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทัดเทียมและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในมิติต่าง ๆ

“ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ การแข่งขันที่รุนแรงทางการค้า ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ที่ไม่เท่าเทียม รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรครู การกระจายรายได้ การสร้างอาชีพและคุณภาพในการใช้ชีวิตด้วย”

สำหรับเคพีไอแม้ว่าจะทำธุรกิจประกัน แต่เราต้องไม่ลืมสนับสนุนสังคมด้วย หากพิจารณาเนื้อหาของ sustainability development goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 แต่มีการนำมาใช้จริงในปี 2559 นั้น ประเด็นเรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ (quality education) ถือเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่บริษัทให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการสนับสนุนการศึกษา เพราะถือเป็นหน้าที่หนึ่งขององค์กรที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้เติบโตก้าวหน้าขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยเห็นความสำคัญของการมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย เพื่อให้เติบโตและพัฒนาไปเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

นอกจากนี้ เคพีไอยังมีโครงการสร้างเสริมประสบการณ์แก่นักศึกษาฝึกงาน (KPI Internship Program) เพื่อให้นักศึกษาฝึกงานได้รับประสบการณ์การทำงานในธุรกิจประกันภัยคล้ายกับการทำงานเสมือนจริง จนสามารถพัฒนาทักษะการทำงาน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ต่าง ๆ

เช่น การพัฒนาแนวคิดสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยต่าง ๆ โดยปีที่ผ่านมามีนิสิต นักศึกษาเข้าร่วมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยนักศึกษาจะได้รับค่าตอบแทนในครั้งนี้ด้วย ที่สำคัญโครงการนี้จัดทำอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพบุคลากรในวงการประกันภัยให้มีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น

“ดร.พงษ์ภาณุ” กล่าวเสริมว่า ไม่เพียงแต่โครงการด้านการศึกษา เคพีไอยังขับเคลื่อนโครงการอื่น ๆ ด้วย เช่น การวางแผนกำหนดนโยบายการทำประโยชน์ต่อสาธารณชนด้วยแนวคิดเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามกรอบ SDGs โดยจะมุ่งเน้นใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

หนึ่ง การรับมือกับสภาวะโลกร้อน (climate action) จะมีกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการลด ละ เลิก ใช้พลังงานฟอสซิล เช่น รถประจำสาขา ซึ่งเรามีหลายร้อยสาขาทั่วประเทศ โดยมีแผนปรับมาใช้รถไฟฟ้า รวมถึงการนำพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาติดตั้งในสาขาเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังจะมีการประชาสัมพันธ์ถึงลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ให้รับกรมธรรม์ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะช่วยประหยัดการใช้กระดาษมากขึ้น และประหยัดต้นทุนที่ใช้ในการพิมพ์ โดยเงินที่เหลือก็นำมาตั้งเป็นกองทุนสำหรับใช้ทำกิจกรรมอื่น

สอง การมีสุขภาพที่ดี และความเป็นอยู่ที่ดี (good health and well-being) ด้วยการเน้นการพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ และการให้บริการเพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าผู้สูงวัย กลุ่มลูกค้าเปราะบาง เพื่อให้การเข้าถึงการประกันภัยด้านต่าง ๆ ง่ายขึ้น และสามารถใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงของครอบครัว

“เพราะเราเห็นเทรนด์ของโลกว่ามีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมืองไทยเราเองเข้าสู่สังคมสูงวัยไปแล้ว อีกไม่เกิน 10 ปีจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ ฉะนั้น จึงต้องมีเครื่องมือดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม อย่างปี 2564 เราพัฒนาผลิตภัณฑ์การประกันภัยรถยนต์ผู้สูงวัย

และปีนี้ตั้งใจว่าจะออกผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอต่อตลาดอย่างน้อย 2 ตัวสำหรับผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้เปราะบางตอนที่รัฐบาลออกโครงการคนละครึ่ง มีร้านค้าทั่วไปเข้ามาร่วมโครงการเยอะมาก ร้านค้าเหล่านั้นก็จะเป็นลักษณะเล็กกว่า SMEs เรามองว่ากลุ่มร้านค้านี้ต้องมีการคุ้มครอง”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงไทยที่ดูแลโครงการรัฐด้วย เราจึงต้องดูร้านค้าประชาชนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปตอบโจทย์ร้านค้าในลักษณะ SMEs ว่าทำอย่างไรถึงจะให้เขาสามารถมีชีวิตในการทำธุรกิจได้ แม้จะเจอสถานการณ์โควิด”

สาม การผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ (responsible consumption and production) การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และการให้บริการที่มุ่งเน้นการเป็นผู้ประกอบการ net zero เพื่อลดการก่อมลพิษ การสร้างสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อแรก

“อย่างไรก็ตาม เคพีไอเราเริ่มตั้งธงแล้วว่าเราจะเป็นองค์กรที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และการให้บริการที่มุ่งเน้นผู้ประกอบการที่เป็น net zero เรามีมุมมองจะเอาเรื่องของโซลาร์รูฟเข้ามาใช้ มีแนวคิดนำรถไฟฟ้ามาใช้ รวมถึงรณรงค์ให้ลูกค้ารับกรมธรรม์เป็นอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนั้น ยังรณรงค์พนักงานให้จริงจังกับเรื่องนี้มากขึ้น”

“โดยปี 2564 เรามีกิจกรรมที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การลดการใช้ขวดพลาสติก, การนำแก้วกลับมาวนใช้, ขยะกระดาษ, พลาสติกมีการคัดแยกอย่างเหมาะสม และปีนี้เราจะมีการแจกถุงให้พนักงานขนกล่องกระดาษ, พลาสติกจากที่บ้านมาทิ้งที่ออฟฟิศ เพื่อนำขยะเหล่านี้ไปส่งมอบองค์กรที่เขาสามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ต่ออีกด้วย”

นับว่าน่าสนใจทีเดียว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

KPI