ลูกหนี้ 1.25 แสนบัญชีน่าห่วง ออมสินชี้ตั้งสำรอง 3.6 หมื่นล้านบาทรองรับ
ออมสินชี้ตั้งสำรองแล้ว 3.6 หมื่นล้านบาท รองรับกลุ่มลูกหนี้อาการหนัก 1.25 แสนบัญชี พร้อมเดินหน้าสางปัญหาหนี้ครู ปรับโครงสร้างหนี้-ปล่อยซอฟต์โลนให้สหกรณ์ออมทรัพย์ใช้รีไฟแนนซ์หนี้ครู-ดึงเงินสะสม กบข. โปะชำระหนี้
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2565 รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้ครัวเรือน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้ช่วยเหลือลูกหนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยนับจากต้นปี 2564 ได้เข้าไปดูแลและปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ทั้งระบบ 8.7 แสนบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 4 แสนล้านบาท ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2564 ลูกหนี้กลับมาแข็งแรง และหลุดออกจากการปรับโครงสร้างหนี้ได้ราว 6 แสนบัญชี
ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบระยะยาว ออมสินจึงได้เปิดลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ต่อ โดยมีลูกค้าเข้ามาลงทะเบียน 4.1 แสนบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 2.3 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อจัดอันดับความน่าเป็นห่วงของลูกค้าที่เข้ามาตรการล่าสุด มีลูกหนี้กลุ่มสีแดงที่ต้องดูแลพิเศษกว่า 1.25 แสนบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ให้ นอกจากนี้ ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้ไว้แล้วรวม 9.3 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการตั้งสำรองทั่วไป สำหรับรองรับลูกหนี้กรณีที่กลับมาชำระหนี้ไม่ไหว จำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะสามารถดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ได้
ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ครูนั้น นายวิทัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้เข้าไปช่วยรีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้ จากที่อื่นมารวมไว้ที่ธนาคารออมสินที่เดียว เพื่อลดภาระการชำระดอกเบี้ยสูง โดยล่าสุดมีจำนวนครูที่เข้ามาเป็นลูกหนี้กับธนาคารออมสินแล้ว จำนวน 3.9 แสนบัญชี คิดเป็น 3.3 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยไม่ถึง 1 ล้านบาทต่อรายซึ่งจากจำนวนดังกล่าวมี 2.9 แสนบัญชี มูลค่า 2.3 แสนล้านบาท ที่เป็นครูมีประวัติชำระหนี้ดี โดยจะได้รับการลดดอกเบี้ยลง 0.1-1%
ส่วนกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการผ่อนชำระหนี้ ประมาณ 1 แสนบัญชี จะเข้าสู่มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็จะได้รับลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน นอกจากนี้ จะมีมาตรการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2% แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการครู เพื่อให้สหกรณ์ไปรีไฟแนนซ์ โดยคิดดอกเบี้ย 4% ซึ่งจะเสนอคณะกรรมการธนาคารต่อไป
นายวิทัยกล่าวว่า การแก้หนี้ครูอาจจะต้องนำเงินส่วนอื่นนอกจากเงินเดือนมาช่วย เช่น เงินบำเหน็จตกทอด หรือเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นต้น พอชำระหนี้แล้วค่อยทยอยผ่อนคืนให้ กบข.ภายหลัง ซึ่งจะต้องกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาตรการนี้ได้ ต้องเป็นข้าราชการที่ยังไม่เกษียณอายุ เน้นเฉพาะผู้ที่มีปัญหาหนักจริง ๆ เช่น ถูกฟ้อง ถูกบังคับคดี หรือถูกปรับโครงสร้างหนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่จ่ายได้เฉพาะดอกเบี้ย
“แม้การนำเงินบางส่วนออกมาจากกองทุน กบข. จะแก้หนี้ได้ไม่ทั้งหมด แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ยอดหนี้จะหายไปอย่างชัดเจน และยังสามารถขอยืดหนี้ เช่น จาก 20 ปี เป็น 25-30 ปี และขอลดดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้กลับมามีความสามารถในการชำระหนี้ได้ทันที”