แนวคิด ESG ท่ามกลางกระแสวิกฤต (จบ)
คอลัมน์ : CSR TALK ผู้เขียน : กษิติ เกตุสุริยงค์ ดีลอยท์ ประเทศไทย
ปัจจุบันมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เมื่อธุรกิจตัดสินใจลงทุนในโครงการริเริ่มด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) จะส่งผลอะไรต่อธุรกิจ หากมองในด้านการเงิน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการริเริ่มโครงการด้าน ESG มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ แบบสำรวจล่าสุดของดีลอยท์เกี่ยวกับมุมมองของธุรกิจเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าการลงทุนในโครงการ ESG ทำให้ความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น และ 38% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า การแสดงให้เห็นถึงการยอมรับคุณค่าด้าน ESG ช่วยเพิ่มความสามารถในการดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้ร่วมงานกับองค์กรต่อไปได้
สำหรับองค์กรที่วางแผนจะวางรากฐานทางด้าน ESG ที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร สามารถเริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นไปที่ 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1.ทำให้ ESG มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์-ควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และแม่นยำ เพื่อกำหนดว่า ESG มีความหมายต่อบริษัทอย่างไร นอกจากนี้ องค์กรควรเชื่อมโยงประเด็นด้าน ESG ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ของบริษัท เพื่อช่วยให้บริษัทเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง
2.เชื่อมโยง performance metric กับเป้าหมายด้าน ESG-สร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรด้วยการเชื่อมโยง performance metric กับผลกระทบของ ESG ความเชื่อมั่นจะถูกสร้างโดยเริ่มต้นด้วยการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง เพื่อผลักดันโครงการเหล่านี้ให้มีความสำคัญต่อธุรกิจในระยะยาว
3.การวัดผลและการชี้แจงผลกระทบ-พัฒนากรอบการทำงานเพื่อวัดผลโดยรวมของโครงการ ESG ประเมินผลกระทบอย่างสม่ำเสมอ และมุ่งเน้นการรายงานผลด้วยความโปร่งใส โดยประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมโดยข้อบังคับการรายงาน ESG ทั่วประเทศ
แม้ว่าประเด็นทางด้าน ESG จะกลายเป็นส่วนสำคัญของประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ยังมีบริษัทจำนวนมากที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการทำงานด้าน ESG โดยปกติแล้ว บริษัทที่ยังเริ่มดำเนินการด้านนี้ไม่นาน มีทรัพยากรที่จำกัดในการบริหารจัดการประเด็นด้าน ESG เช่น แนวทางในการบริหารจัดการเฉพาะด้าน ESG วิธีการกำหนดเป้าหมาย และกลยุทธ์ รวมถึงการเก็บรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG
ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเปิดเผยผลการดำเนินการด้าน ESG ที่น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ด้านนักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความคาดหวังในประเด็นด้าน ESG มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างว่า ปัจจัยด้าน ESG ให้ข้อมูลเชิงลึกที่บอกเล่าถึงแนวคิด และวิธีการขับเคลื่อนที่องค์กรจะสร้างคุณค่าได้
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG ในปัจจุบันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และบริษัทส่วนใหญ่ไม่สามารถนำเสนอตัวชี้วัด และคุณค่าจากการดำเนินโครงการ ESG ในแนวทางที่นักลงทุนจะทำความเข้าใจได้ง่าย นี่คือเหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาตัวชี้วัด ESG และเป็นเหตุผลหลักที่มาตรฐานการรายงานล่าสุดมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าการนำเสนอและตัวชี้วัดทั่วไป
แม้ว่ามาตรฐานการรายงาน ESG อาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่การรายงานยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับหน่วยงานที่ให้การกำกับดูแล และหน่วยงานการจัดอันดับการดำเนินงานทางด้าน ESG ที่สำคัญ รายงานผลการดำเนินงานของ ESG ภาคบังคับจะได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องว่าเป็นข้อกำหนดที่จะต้องปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ ในหลายกรณีการรายงานด้าน ESG ถูกผนวกรวมเข้ากับรายงานทางการเงินประจำปี สำหรับประเทศไทยดำเนินการไปในทิศทางนี้เช่นกัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก.ล.ต.นำกรอบของ “56-1 One Report” ฉบับใหม่มาใช้เป็นแบบฟอร์มการรายงานประจำปีภาคบังคับที่ครอบคลุมข้อกำหนดสำหรับการเปิดเผยข้อมูล ESG โดยจะมีผลบังคับใช้กับบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นไป
โดยบริษัทต้องเปิดเผยห่วงโซ่คุณค่า การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการในด้าน ESG นอกจากนั้น แบบฟอร์มนี้ยังกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลเฉพาะในแต่ละด้าน เช่น กระบวนการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชน, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยต้องมีการตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภายนอก
ก้าวไปข้างหน้า
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัว และเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับความยืดหยุ่น และความคล่องตัว เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ เป็นผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นผู้ควบคุมรูปแบบการผลิตที่สำคัญ
เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันธุรกิจเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักในการขับเคลื่อนประเด็น ESG มีหลายกรณีทางธุรกิจที่พิสูจน์ประโยชน์ของการรวม ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การประหยัดต้นทุน ไปจนถึงการหาตลาดใหม่ และโอกาสทางธุรกิจ
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจจะเริ่มพัฒนา ESG ให้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ กำหนดเป้าหมายและกระบวนการความยั่งยืนขององค์กรเพื่อนำ ESG ไปปฏิบัติ และเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูล ESG ที่จะกลายเป็นข้อบังคับ แม้ว่ากระบวนการเหล่านี้อาจดูยุ่งยาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจยังต้องฟื้นตัวจากวิกฤตสุขภาพระดับโลก แต่สิ่งนี้ยังเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจในการริเริ่มสิ่งใหม่เพื่อปรับกลยุทธ์หลักและการตัดสินใจทางธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อบังคับทาง ESG
ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่องค์กรธุรกิจจะมีโอกาสตอบแทนสังคมผ่านแนวทางการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมความยั่งยืนจะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้ และสร้างความยืดหยุ่นที่ยั่งยืนกับ disruption ในอนาคต