เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
Real Estate ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
Real Estate ‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ถอดบทเรียน “รัสเซีย-ยูเครน” เดจาวู World War Two

28 ก.พ. 2565 | 12:44น.
รัสเซีย ยูเครน
บทความโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย

 

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้นทำให้ผมหวนระลึกถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มขึ้นในยุโรปในปี 1939 หรือประมาณ 83 ปีมาแล้ว เพราะมันมีอะไรคล้ายกันอย่างบอกไม่ถูก เพียงแต่ว่าคู่กรณีทั้งเรื่องของประเทศและตัวผู้นำที่ก่อสงครามนั้นมีการสลับสับเปลี่ยนไป ผมจะเล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สองก่อน

เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งจบลงในปี 1919 และมีการเซ็นสัญญาแวร์ซาย ซึ่งบีบบังคับเยอรมันในฐานะผู้แพ้สงครามมาก ซึ่งทำให้คนเยอรมัน “เจ็บแค้นมาก” เฉพาะอย่างยิ่งฮิตเลอร์ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกและต่อมานำพรรคนาซี “ชนะเลือกตั้ง” และได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1933 และเมื่อได้อำนาจมาแล้ว เขาก็เริ่มใช้อำนาจ “เผด็จการ” ยุบพรรคการเมืองอื่นทั้งหมดและประกาศถอนตัวจากสันนิบาตชาติ ซึ่งคล้าย ๆ กับสหประชาชาติในวันนี้

ความคิดของฮิตเลอร์ก็คือ เขาจะนำเยอรมันกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิมและเป็น “อาณาจักรไร้ช์ที่ 3” ที่จะยิ่งใหญ่ “ชั่วฟ้าดินสลาย” และการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งแรกนั้นเป็นเพราะมีคนที่ทรยศ “แทงข้างหลัง” โดยเฉพาะคนยิวซึ่งจะต้องถูกกำจัด

ถึงปี 1934 ประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กเสียชีวิต ฮิตเลอร์ก็ยุบตำแหน่งประธานาธิบดีรวมกับนายกและแต่งตั้งตัวเองเป็นฟูเรอร์หรือ “ผู้นำสูงสุด” พอถึงปี 1935 ก็ฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทิ้ง และเริ่มเกณฑ์ทหารและขยายกองทัพขนานใหญ่ ทั้งหมดนี้ประเทศผู้ชนะสงคราม เช่น อังกฤษและฝรั่งเศสต่างก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดสงครามกับเยอรมันอีก

พวกเขาต่างก็ไม่พร้อมและไม่อยากจะต้องเจอกับสงครามอีกครั้ง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ประเทศมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่จะต้องฟังเสียงประชาชนที่ต่างก็ไม่เห็นด้วยที่จะทำสงคราม โดยที่ไม่มีเหตุผลเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเทศของตนเอง นอกจากนั้นก็มักจะไม่มีงบประมาณทางทหารมากพอ ไม่ต้องพูดถึงกำลังทหารที่มีจำกัดเนื่องจากไม่สามารถที่จะเกณฑ์ทหารได้ในยามที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม

ถึงปี 1938 เมื่อทุกอย่างดูเหมือนว่าจะพร้อมแล้ว ฮิตเลอร์ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นคนสัญชาติออสเตรียมาก่อน ก็ส่งทหารบุกยึดประเทศออสเตรียและประกาศรวมออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน โดยที่คนออสเตรียเองนั้นเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดและส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายเยอรมันและพูดภาษาเยอรมันก็ยินดี และนั่นนำมาสู่การเข้ายึดครอง “Sudetenland” ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนเหนือของประเทศเช็กโกสโลวาเกีย ในขณะนั้นที่อยู่ติดกับชายแดนเยอรมัน

เช็กโกสโลวาเกียเป็นประเทศที่เกิดขึ้นในปี 1918 จากการล่มสลายของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งก็มีคนเยอรมันจำนวนมากถึงประมาณ 23% และโดยเฉพาะในเขตซูเดเตนนั้น คนส่วนใหญ่ก็เป็นเยอรมันซึ่งนั่นทำให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในเขตนี้มีความโน้มเอียงที่จะเข้ากับฮิตเลอร์

มีการเรียกร้องที่จะเป็นอิสระในการปกครองตนเองซึ่งรัฐบาลของเช็กโกฯ เองก็พยายามจะเจรจากับเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาแต่ก็ไม่สำเร็จ ในอีกด้านหนึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ามาเจรจากับเยอรมัน ที่เมืองมิวนิคเมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดสงคราม

อังกฤษและฝรั่งเศสต้อง “เอาใจ” เยอรมัน โดยนายกรัฐมนตรีแชมเบอร์เลนของอังกฤษให้ความเห็นว่าคนเยอรมันในซูเดเตนนั้น “น่าเห็นใจและยากลำบากจริง” และแนะนำให้เช็กโกฯ ยอมตามความต้องการของเยอรมัน แชมเบอร์เลนเองเชื่อว่าฮิตเลอร์คงต้องการแค่นั้น แต่จริง ๆ ฮิตเลอร์ต้องการมากกว่า

ถึงต้นปี 1939 เยอรมันก็บุกเข้ายึดเช็กโกฯทั้งประเทศ หลังจากนั้นก็เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับอิตาลีและรัสเซีย ถึงตอนนี้ฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสก็เริ่มรู้แล้วว่าที่คิดไว้ว่าเยอรมันจะไม่บุกต่อนั้นผิดหมด จึงเซ็นสัญญากับโปแลนด์ค้ำประกันความเป็นอิสระและจะช่วยเหลือหากถูกรุกรานจากประเทศอื่น

และก็เริ่มเตรียมตัวรับสงครามที่ดูเหมือนว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันที่ 1 กันยายน 1939 เยอรมันก็บุกโปแลนด์ อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมัน นับเป็นวันที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

สหภาพโซเวียตรัสเซียเกิดขึ้นหลังจากพรรคบอลเชอวิคหรือพรรคคอมมิวนิสต์โค่นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และขึ้นสู่อำนาจในปี 1922 โดยมียูเครนเป็นหนึ่งในรัฐผู้ก่อตั้ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 สหภาพโซเวียตเป็นฝ่ายชนะสงครามและก็เริ่มสร้าง “ความยิ่งใหญ่” และกลายเป็นซุปเปอร์เพาเวอร์ควบคู่กับสหรัฐอเมริกา

และกลายเป็นคู่แข่งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองคือ เป็นสังคมนิยมและเผด็จการที่เผยแพร่ไปทั่วโลกมากพอ ๆ กับอุดมการณ์ทุนนิยมและประชาธิปไตยที่นำโดยอเมริกา การแข่งขันในช่วงหนึ่งโดยเฉพาะในปี 1961 ที่ยูริ กาการิน บินขึ้นสู่อวกาศเป็นคนแรกของโลกนั้น ความรู้สึกก็คือโซเวียตรัสเซียกำลังจะกลายเป็น “สุดยอดของโลก”

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นสหภาพโซเวียตรัสเซียก็เริ่มสะดุด ระบอบสังคมนิยมเริ่มจะเสื่อมถอย อาจจะเพราะคนขาดแรงจูงใจในการทำงาน รวมถึงไม่กล้าที่จะคิดสร้างสรรค์ที่อาจจะขัดกับ “รัฐ” ที่ควบคุมความคิดของคนในประเทศ

ถึงปี 1991 สหภาพโซเวียตก็ “ล่มสลาย” รัฐอิสระใหม่ ๆ กว่า 10 ประเทศเกิดขึ้นรวมถึงรัฐใหญ่เช่น ยูเครน สหภาพโซเวียตที่มีประชากรเกือบ 300 ล้านคนซึ่งมากกว่าสหรัฐที่มี 250 ล้านคน ลดเหลือเพียงครึ่งเดียวคือประมาณ 150 ล้านคน ที่เป็นคนของประเทศรัสเซีย และก็แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยหลังจากนั้นจนถึงวันนี้

ขณะที่ยูเครนก็มีประชากรประมาณ 50 ล้านคน และก็อยู่ในระดับใกล้เคียงจนถึงปัจจุบัน ส่วนอเมริกากลับมีคนเพิ่มขึ้นเป็น 330 ล้านคนในปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่ของรัสเซียนั้นถ้าว่ากันทางเศรษฐกิจแล้ว ก็ต้องพูดว่าหมดไปแล้วเพราะอยู่ในอันดับ 12 ของโลกรองจากเกาหลีใต้และมีขนาดเพียง 7.5% ของ GDP ของสหรัฐ และถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่ารัสเซียยังมีหัวรบนิวเคลียร์จำนวนมหาศาลในคลัง ความเป็น “มหาอำนาจ” ก็น่าจะหมดไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียวันนี้อายุ 70 ปีแล้ว วันที่สหภาพโซเวียตล่มสลายเขามีอายุ 39 ปี ในวันนั้นเขาเป็น KGB หรือเป็น “สายลับ” ในต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าคนที่ทำงานแบบนี้ในประเทศสังคมนิยมที่เป็นอภิมหาอำนาจในยุค “สงครามเย็น” นั้น ย่อม “ไม่ธรรมดา”

ต่อมาเขาก็เข้าเล่นการเมืองและได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2000 จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 22 ปีแล้วที่เขาอยู่ในอำนาจ ถ้าพูดถึงความนิยมในหมู่คนรัสเซียนั้น ก็ต้องถือว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีใช้ได้เป็นส่วนใหญ่ แต่วิธีที่ใช้ในการปกครองของเขานั้น วัดโดย “มาตรฐานสากล” ก็ต้องถือว่าเป็นแบบ “เผด็จการ” เพราะมีการปิดกั้นเสรีภาพในด้านข่าวสาร การจับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การเลือกตั้งไม่โปร่งใส เป็นต้น

ปูตินน่าจะมีความรู้สึกเคียดแค้นต่อคนอย่างอดีตประธานาธิบดีกอร์บาช็อบที่ทำการปฏิรูประบบการปกครองต่าง ๆ และเน้นในเรื่องการเปิดกว้างของสังคม ความโปร่งใสและสิทธิเสรีภาพรวมถึงความเป็นประชาธิปไตยที่เรียกว่า “Glasnost” ในช่วงปี 1986-1991 ซึ่งนำไปสู่ความล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่มีรัสเซียเป็นแกนนำ

เขาคงต้องการที่จะนำรัสเซียซึ่งเคยยิ่งใหญ่ระดับโลกมาตั้งแต่อดีตและเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสหภาพโซเวียตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับความคิดของฮิตเลอร์

เขตดอนบาสทางด้านตะวันออกของยูเครน ที่เป็นจุดที่รัสเซียจะเข้ายึดครองนั้นคล้ายกับซูเดเตนที่ว่ามันมีคนเชื้อสายของรัสเซียอยู่มากและเป็นเขตที่ถูก “กดขี่” แต่ถ้าต่อไปรัสเซียจะเข้ายึดยูเครนทั้งหมด มันก็จะคล้ายกับเช็กโกสโลวาเกีย หรืออาจจะคล้ายออสเตรียในแง่ที่ว่า ยูเครนนั้นแท้ที่จริงเป็นของรัสเซียมาตั้งแต่ต้น

ความคล้ายยังอยู่ที่ว่า ก่อนการบุกยึดนั้นปูตินได้ไปพบสีจิ้นผิงเพื่อที่จะหามิตรที่จะช่วยสนับสนุน “ความชอบธรรม” ซึ่งในอนาคตจีนเองก็อาจจะต้องการยึดไต้หวันกลับเป็นของจีนก็ได้

ผมไม่รู้ว่าพัฒนาการเรื่องนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่านาทีนี้ “โลกเสรี” กำลังพยายามต่อต้านรัสเซีย แต่ก็กลัวว่าจะเกิดสงครามที่ไม่พร้อมจะรับ ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าถ้าปล่อยไปก็อาจจะคล้าย ๆ กับเหตุการณ์ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้แต่ใช้การแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งยากที่จะสำเร็จเมื่อพิจารณาจากการแซงก์ชั่นที่ผ่านมา

เราคงต้องดูกันต่อไปว่าโลกในยุคศตวรรษที่ 21 สงครามจะเป็นแบบไหน ผมเองก็ได้แต่หวังว่าปัจจัยชี้ขาดจะเป็นการต่อสู้ทางการค้าและข้อมูลข่าวสารที่ไม่เสียเลือดเนื้อเป็นหลัก ซึ่งถ้าวัดจากดัชนีตลาดหุ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมาก็พบว่า ดัชนีตลาดหุ้นรัสเซียตกลงไปถึง 27% ซึ่งในความคิดของผมก็คือมันเป็นสัญญาณว่า การก่อสงครามครั้งนี้รัสเซียจะเสียหายอย่างหนักและไม่คุ้มเลยที่ทำ พูดอีกอย่างก็คือ ผมเชื่อว่ารัสเซียจะไม่กลับมายิ่งใหญ่และจะยิ่งเลือนหายไปในประวัติศาสตร์