รับมือศึก รัสเซีย-ยูเครน

Photo by AFP
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปั่นป่วนไปทั่วโลกในทันทีที่ “วลาดิมีร์ ปูติน” ประธานาธิบดีรัสเซีย สั่ง “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” หรือเปิดศึกกับยูเครน ทั้งเริ่มบอมบ์พื้นที่ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งประกาศกร้าวผ่านไปถึงกลุ่ม “นาโต้” และสหรัฐ ไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามกับศึกครั้งนี้ ขณะที่ “โวโลดีมร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครน อ้างว่าฐานทัพทหารทั่วประเทศถูกโจมตี มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตนับร้อยราย

ผลที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลอย่างมาก เห็นได้ชัดถึงผลที่เกิดขึ้นทันทีไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นทั่วโลก บิตคอยน์ และเหรียญคริปโตอื่น ๆ ราคารูดลงทันที ขณะเดียวกันราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เช่นเดียวกับสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” ปรับขึ้นวันเดียวถึง 15 ครั้ง ส่งผลให้ราคาทองรูปพรรณเกิน 30,000 บาท/บาททองคำ

สำหรับประเทศไทยแม้อยู่ห่างจากศูนย์กลางความขัดแย้ง แต่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศ ที่ชัดเจนสุดไม่พ้นราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งน้ำมัน และก๊าซ โดยเฉพาะน้ำมันที่ก่อนเกิดเหตุครั้งนี้ราคาค่อย ๆ ปรับขึ้นอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเกิดเรื่องราคาจึงยิ่งทะยานอย่างรวดเร็ว จนคาดการณ์ว่าอาจแกว่งตัวอยู่แถว ๆ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

จากการคำนวณของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐ จะกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศไทย 50 สตางค์ หากราคาน้ำมันแตะ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างที่กังวลกัน ราคาน้ำมันในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยลิตรละ 6 บาท

การเร่งตัวของราคาน้ำมัน ยิ่งซ้ำเติมปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ให้หนักหนาสาหัสมากขึ้น ประเมินกันว่าหลายประเทศในแถบยุโรปอาจต้องเพิ่มดอกเบี้ยมากและเร็วกว่าที่คาด เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ไม่มีแนวคิดขึ้นดอกเบี้ยเพราะระบบเศรษฐกิจไทยยังทรง ๆ ทรุด ๆ แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่นอนแล้วว่าจะยังยืนกรานหรือไม่

หันมาดูฟากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วางแผนช่วยเหลือคนไทยในยูเครน ที่มีราว ๆ 200 คน ส่วนใหญ่ไปทำงาน เพื่อพาออกจากพื้นที่เสี่ยง ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1

ส่วนมาตรการด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไทยต้องเผชิญจากศึกครั้งนี้ รัฐบาลต้องวางแผนรับมือเพราะไม่แน่ชัดว่าจะยืดเยื้อขนาดไหน ลำพังสิ่งที่เกิดขึ้นจากราคาพลังงานที่ปรับตัวรุนแรง ถือว่าส่งผลกระทบพอสมควรแล้ว


ยิ่งหากรุนแรงมากขึ้นเชื่อว่าไม่เพียงการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่รวมถึงการส่งออก ราคาสินค้าที่อาจปรับตัวขึ้น และเงินเฟ้อยิ่งทะยานสูงทั้งในไทยและทั่วโลก สถานการณ์นี้เป็นอีกครั้งที่จะพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่ารับมือได้ดีขนาดไหน