Skip to content

พันธมิตรแห่ผนึก “โออาร์” ลงทุน 2 แสน ล.เติบโตไปพร้อมสังคม

03 มี.ค. 2565 | 08:00น.
พันธมิตรแห่ผนึก “โออาร์” ลงทุน 2 แสน ล.เติบโตไปพร้อมสังคม
สัมภาษณ์

นับจากวันที่เปิดตัวโออาร์ เราดูรอยต่อปีที่แล้วจนถึงปีนี้ การแต่งงานกับหลายพาร์ตเนอร์ของโออาร์นั้นแน่นอนว่าเราต้องมีจุดหมายเดียวกัน ปีนี้มีหลายดีลที่เข้ามา ช่วงนี้อยู่ระหว่างการกลั่นกรองทีมที่จะดูสัญญาทำงานกันไม่ทัน

มีทั้งดีลในและต่างประเทศ ทั้งปลายน้ำ กลางน้ำ ต้นน้ำ จากนี้ไปจนถึงปี 2073 คือเปลี่ยนวิธีการทำงาน เป็นรูปแบบพาร์ตเนอร์ชิปโมเดล การปรับดีเอ็นเอพนักงาน จากนี้จะต้องไม่คิดถึงตัวเองเป็นหลักแต่จะนึกถึงสังคม ชุมชนและพาร์ตเนอร์ คอนซูเมอร์สำคัญ” นั่นคือคำกล่าวของ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR (โออาร์) ในการประกาศเป้าหมายปี 2030 ผ่านวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน”

ก้าวต่อไปทุ่ม 2 แสนล้านใน 10 ปี

วิสัยทัศน์ใหม่ของโออาร์ คือ เติมเต็มโอกาสเพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน หรือ Empowering All Toward Inclusive Growth จะเป็นทิศทางเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจ ภูมิอากาศ วิถีชีวิต พฤติกรรมของผู้บริโภค พลังงานสะอาด และลดความเหลื่อมล้ำ โดยโออาร์เตรียมงบประมาณลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ปี 2030 (พ.ศ. 2573) ตั้งเป้าจะมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) มากกว่า 40,000 ล้านบาท โดยกว่า 50% มาจากการเติบโตร่วมกับพันธมิตรผ่านการมีส่วนร่วม (inclusive growth platform) ทั้งระบบนิเวศ

สร้างการเติบโตรูปแบบใหม่

โออาร์วางเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 1.การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ชุมชน (living community) รวมชุมชนโดยรอบ 15,000 ชุมชน 12 ล้านชีวิต 2.สร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (healthy environment) โดยตั้งเป้า คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 และ 3.สร้างการเติบโต อาชีพ กระจายความมั่งคั่ง (economic prosperity) สู่คู่ค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ประกอบการขนาดย่อม พนักงาน ชุมชนมากกว่า 1 ล้านราย ผ่านพันธมิตรทางธุรกิจ (partnership) เป็นหลัก

“เราจะโตแบบ outside-in ร่วมกับพันธมิตรที่จากเดิมที่เป็น inside-out คนตัวใหญ่ตัวเล็กก็มีโอกาสร่วมเติบโตไปกับโออาร์ เราตั้งต้นจากความเข้าใจของลูกค้าเพื่อเติมเต็มกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม สตาร์ตอัพ คนไทย คนชาติใดก็ตามมีส่วนช่วยสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์บริษัท แต่จะต้องเป็นเรื่องของชุมชน เราจะเป็นองค์กรต้นแบบที่เติบโตไปกับสังคม”

EBITDA เน้นเพิ่มไลฟ์สไตล์

ผลกำไร EBITDA มาจากการลงทุนและสร้างการเติบโตร่วมกับพาร์ตเนอร์ แบ่งเป็น ธุรกิจ lifestyle 35% เพิ่มจาก 28% global market 18% เพิ่มจาก 4% innovation 12% ส่วนกลุ่ม mobility จะลดลงเหลือ 35% จากปัจจุบัน 75% ซึ่งแม้ว่าทางเราจะมุ่งธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่ไม่ทิ้งน้ำมันเชื่อว่ายังมีผู้ใช้รถโดยน้ำมันมากอยู่เช่นกัน

“ธุรกิจไลฟ์สไตล์เราจะเปลี่ยนจากความชำนาญเฉพาะอาหารเเละเครื่องดื่มเป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เข้าไปอยู่ในชีวิตผู้คน 24 ชั่วโมง ซึ่งตั้งเป้าเข้าใช้บริการ 14 ล้านคนต่อวัน ขณะที่ seamless mobility จะเพิ่มสถานีชาร์จมากกว่า 7,000 แห่ง โซลาร์ ซ่อมบำรุงรถอีวี ธุรกิจฟิตออโต การลงทุนต่างประเทศ ปัจจุบันขยายไปกว่า 10 ประเทศ บางประเทศมีการลงทุนเอง 100% ทำให้ใช้เงินลงทุนสูง ต่อจากนี้การลงทุนต้องหาพาร์ตเนอร์ร่วมเดินทางไปลงทุน หรือพาร์ตเนอร์โลคอล ปี 2573 ต้องขยายไป 100 ประเทศ ร่วมทุนกับโลคอลไม่ต่ำกว่า 20 ประเทศ จะพาแบรนด์ไทยไปเติบโตไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ อาทิ น้ำมันหล่อลื่น คาเฟ่ อเมซอน ฟิตออโตแบรนด์น้องใหม่อื่น ๆ กลุ่มอินโนเวชั่นจะมุ่งแก้ไขปัญหาชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม”

“3 น่านน้ำที่จะไปเรามอง 1.เรามีบริษัทย่อย สถานีบริการน้ำมัน เรากล้าท้าได้เลย เช่น กัมพูชา เราประสบความสำเร็จด้วยรูปแบบออยล์กับน็อนออยล์ไปด้วยกัน น่าสนใจว่าที่กัมพูชามีคนขอเป็นแฟรนไชส์คาเฟ่ อเมซอนเยอะมาก จากอัตราการดื่มกาแฟพบว่ามากกว่าไทย 2 เท่า นี่คือจุดดึงดูด จุดแข็งของแบรนด์ที่มีความต่าง 2.สิ่งที่เราอยู่และมีตัวตน เราจะทำให้เขาเติบโตไปด้วย 3.ประเทศที่จะไปลงทุนต้องมีจำนวนประชากรมาก มีอัตราการเติบโตจีดีพีสูง เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ถ้าไม่เกิดโควิดก่อน ป่านนี้เราแต่งงานไปแล้ว และยังมีตะวันออกกลางที่มองไว้ จากโอมานลงทุนแล้วเราเห็นการเติบโต ต่อไปบริษัทนั้น ๆ จะเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ เราจะเน้นการขยาย ให้อิสระพาร์ตเนอร์ โออาร์จะเป็นลมใต้ปีกให้พาร์ตเนอร์เอง”

ปั้นทีม ORion เฟ้นหาธุรกิจใหม่

“โออาร์มีทีม ORion เป็นทีมตามล่าหา new S-curve มีคนรุ่นใหม่ไฟแรงกว่า 30 ชีวิตที่จะมองหาธุรกิจใหม่ เช่น mobility health care food ระบบต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ได้เรียนรู้สูตรสำเร็จแต่เราเรียนรู้วิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์เพื่อมาปรับโมเดลธุรกิจของเราให้สอดคล้องความต้องการ เช่น เราออกแบบคาเฟ่หลวงพระบางให้เข้ากับวิถีชีวิตท้องถิ่น การหาพาร์ตเนอร์และมองหาธุรกิจใหม่ ๆ จะมองสเกลเป็นหลัก ใช้ดิจิทัลเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า และการลงทุนที่ไม่จำเป็นต้องไปคนเดียว”

นอกจากนี้ จากที่ไปลงทุนจีนมีทั้งคาเฟ่ อเมซอน และน้ำมันหล่อลื่น ยังมีเวียดนามที่มีกำลังซื้อ กำลังทรัพย์สูงมาก เรามองไปในระยะไกลจะนำดิจิทัลมาปรับเป็นฐานข้อมูล ecosystem ทำให้ขยายได้เร็ว

แผน M & A-รุกธุรกิจไลฟ์สไตล์

“เรื่อง M & A เรามีแผนอยู่แล้ว มีหมดตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แต่หลักการจะต้องเติบโตร่วมกัน ถามว่าจะเป็นธุรกิจประเภทไหนบอกได้แค่เป็นธุรกิจไลฟ์สไตล์ซึ่งอยู่ในดีลของเราแล้ว ส่วนแผนเดิมที่เคยจะมีการลงทุนโรงแรมในสถานีบริการน้ำมันเป็นหนึ่งในไปป์ไลน์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ อันดับแรกต้องดูความเหมาะสมที่ตอบโจทย์คนเดินทาง แต่โออาร์แคร์สังคม เราจึงคิดมากกว่านั้นคือ ใส่ใจชุมชน นอกจากโรงแรม โฮมสเตย์ เราก็สนใจหาพาร์ตเนอร์เช่นกัน”

จุดเปลี่ยนราคาพลังงานโลก

เรื่องของราคาน้ำมันเราไม่มีแหล่งน้ำมันดิบของเราเอง โดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทยผลิตได้เพียง 15% ของจำนวนที่ประเทศไทยใช้ และ 15% นี้ก็ไม่สามารถเข้าโรงกลั่นของไทยได้ เป็นสเป็กที่ต้องส่งออก ไทยจึงต้องนำเข้าพลังงานน้ำมัน และราคาขึ้นอยู่กับซัพพลาย เช่น เมื่อโควิดเกิดขึ้นก็มีผล เช่นเดียวกันสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะนี้จะทำให้ราคาคงมีแนวโน้มไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว ดังนั้น โออาร์ก็เป็นเพียงบริษัทที่ช่วยดูราคาตามกลไก แต่เราก็มีตัวที่เป็นแต้มต่อ ที่แม้ว่าทำพีทีทีสเตชั่น แต่กำไรเรามาจากไลฟ์สไตล์ อย่างไรก็ดี รัฐบาลก็มีนโยบายการนำภาษีสรรพสามิตมาใช้ มีกองทุนการดูแลทั้งหมดจึงผ่านรัฐบาล

“ต้องยอมรับว่าธุรกิจน้ำมันกำลังจะถูกทดแทนด้วยธุรกิจใหม่ เราต้องสร้างเค้กก้อนใหม่ เช่น สร้างและแก้ไขเพนพอยต์ใหม่ผ่านโออาร์อินโนเวชั่น ต้องเป็นเค้กที่อร่อยกว่าเดิม ให้พันธมิตรร่วมดำเนินธุรกิจร่วมกัน บริหารต้นทุนมากขึ้น ส่วน EV วันนี้เราเตรียมพร้อมรองรับ แม้มีความได้เปรียบแต่จะทำอย่างไรให้เข้ามาสู่แพลตฟอร์มที่ไม่ได้มองแค่สเตชั่น แต่เป็นระบบ ecosystem จุดเด่นคือเรามีความคล่องตัวมากกว่า เราเป็นเดสติเนชั่น และหลังโควิด คนต้องการความคล่องตัวเข้าได้เร็ว ออกได้เร็ว ตรงนี้คือโอกาส”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โออาร์