เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ส่งออก ม.ค. ทะลุ 2.1 หมื่นล้าน นิวไฮรอบ 3 ปี ยูเครน-รัสเซีย ยังไม่กระทบ

02 มี.ค. 2565 | 15:40น.
ส่งออก

ส่งออก

“จุรินทร์” เผยส่งออกไทย ม.ค. 2565 ขยายตัว 8% มูลค่า 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ย้ำปัญหารัสเซีย-ยูเครน ยังไม่กระทบ ยืนเป้าส่งออกทั้งปี 3-4%

วันที่ 2 มีนาคม 2565 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนมกราคม 2565 ขยายตัวได้ 8% มีมูลค่า 21,258 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 ที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ การนำเข้าของไทยในเดือนมกราคม 2565 ขยายตัว 20.5% มีมูลค่า 23,785 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 2,526 ล้านเหรียญสหรัฐ

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

โดยการส่งออกที่ขยายตัวเป็นผลมาจากการส่งออกในตลาดสำคัญขยายตัว เช่น ตลาดอินเดีย รัสเซีย สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และสหรัฐ เป็นต้น พร้อมกันนี้ยังเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนในการผลักดันการส่งออก การเติบโตในภาคการผลิตที่ขยายตัวต่อเนื่องในทั่วโลก และผลกระทบปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์คลี่คลายมากขึ้น ทั้งในท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด

ทั้งนี้ สำหรับการนำเข้าที่มีการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2562 การนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยในปี 2565 นี้ ยังคงเป้าหมายการส่งออกในกรอบ 3-4%

ส่วนกรณีปัญหารัสเซีย-ยูเครน โดยวันนี้ 2 มีนาคม 2565 กระทรวงพาณิชย์เชิญหน่วยงานภาครัฐ-และเอกชนเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานที่ประชุม ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรงมาก โดยการส่งออกของไทยไปรัสเซีย มีสัดส่วนเพียง 0.38% จากการส่งออกไปทั่วโลก และการส่งออกของไทยไปยูเครน มีสัดส่วน 0.04% จากการส่งออกไปทั่วโลก

ส่วนกลุ่มสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบของปัญหา เช่น อาหารแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ยางรถยนต์ เป็นต้น รวมไปถึงธัญพืชที่นำเข้ามาผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตข้าวสาลี ข้าวโพด

นอกจากนี้ อาจจะกระทบจากปัญหาด้านราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการขนส่งสินค้าเข้าท่าเรือที่มีการประกาศปิดท่าเรือ จะทำให้ไม่สามารถนำสินค้าไปส่งได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องเปลี่ยนท่าเรือเพื่อการส่งออก วัตถุดิบเหล็ก ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าเกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนกระป๋อง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังต้องติดตาม หากเกิดปัญหาจริง กระทรวงพาณิชย์พร้อมเตรียมบุกตลาดอื่นเพื่อทดแทนตลาดเดิม เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาติน เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีปัญหาถึงข้อกังวลระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือระบบ SWIFT ซึ่งมีประเทศสมาชิกทั่วโลก 200 ประเทศ มีธนาคารกว่า 11,000 ธนาคารที่เป็นสมาชิก และหากจะมีการตัดระบบการเงินระหว่างประเทศกับรัสเซียนั้น จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิก

ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ระหว่างสหรัฐและรัสเซีย ยุโรป และบางประเทศที่มีการแซงชั่น ส่งผลให้ธนาคารในรัสเซียไม่สามารถทำระบบการเงินระหว่างประเทศได้ สำหรับประเทศอื่นรวมถึงประเทศไทย ยังสามารถดำเนินการผ่านระบบการเงินระหว่างประเทศได้ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการระงับ