Skip to content

บพท. จับมือ สถาบันการศึกษา สร้างกลุ่มอาชีพหยุดความเหลื่อมล้ำ

07 มี.ค. 2565 | 13:01น.
บพท. จับมือ สถาบันการศึกษา สร้างกลุ่มอาชีพหยุดความเหลื่อมล้ำ

ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะทำให้คนยากจนต้องหลุดจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ลากยาวมากว่า 2 ปี ผลเช่นนี้จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงตัวเลขว่า ตอนนี้คนไทยว่างงาน และเสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น และจากข้อมูลจากกองทุนเสมอภาคทางการศึกษาชี้ว่า เด็กเกือบ 2 ล้านคนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

ในขณะที่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาระดับพื้นที่ ด้วยการจับมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างกลุ่มอาชีพกว่า 5,600 กลุ่ม พร้อมกับช่วยพัฒนาชีวิตคนจนกว่า 6 แสนคน

จิตเกษม พรประพันธ์

“จิตเกษม พรประพันธ์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในการแถลงข่าวของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ว่า ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและการศึกษาจากผลของโควิด-19

จากข้อมูลในไตรมาส 4 ปี 2564 มีผู้ว่างงานและเสมือนว่างงาน 3.2 ล้านคน ว่างงานเกิน 1 ปีจำนวน 1.6 แสนคน และผู้ไม่เคยมีงานทำ 2.7 แสนคน โดยยังไม่นับรวมแรงงานที่ย้ายถิ่นกลับต่างจังหวัดมากถึง 1.7 ล้านคน ขณะที่โควิด-19 ยังคงเป็นปัญหาของโลก แม้ประเทศไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น จนทำให้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเริ่มมีการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวเต็มที่ได้ในช่วงปลายปี 2566

“สภาพการณ์ต่าง ๆ กดดันให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เพราะนอกจากหนี้ครัวเรือนจะขึ้นถึงระดับ 89.3% ของจีดีพี เมื่อสิ้นปีที่แล้ว โควิด-19 ยังทำให้มีความเสี่ยงที่นักเรียน 1.9 ล้านคน จะหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความยากจน”

“จิตเกษม” กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาควรดำเนินการในแบบ “One Thailand” เพื่อบูรณาการทรัพยากร บุคลากร และความรู้ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในแต่ละพื้นที่ โดยสร้างเป็นระบบการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และชุมชน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจะต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและแรงงาน โดยใช้องค์ความรู้ท้องถิ่นมาเพิ่มศักยภาพของคน ส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงวัย พัฒนาเศรษฐกิจใหม่บนฐานทุนทรัพยากร Bio-Circular-Green และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งภาคการค้า อุตสาหกรรม เกษตรและท่องเที่ยว

กิตติ สัจจาวัฒนา

“กิตติ สัจจาวัฒนา” ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวเสริมว่า บพท.มีความตระหนักเป็นอย่างดีต่อความสำคัญของการพัฒนา และแก้ปัญหาจากพื้นที่ จึงร่วมกับสถาบันการศึกษา 99 แห่งทั่วประเทศ ร่วมคิด ร่วมทำกับชุมชนในการแก้ปัญหาปัจจุบัน พร้อมกับสร้างรากฐานเพื่อการพัฒนาในอนาคต

“ความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นปัญหาที่ฝังรากลึกในไทยมายาวนาน เราจึงต้องการแนวทางการแก้ไขแบบใหม่ให้ได้ผลกว่าเดิม ซึ่งก็คือการใช้ความรู้ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่ง บพท.พิสูจน์แล้วว่าได้ผลน่าพอใจ เพราะมีการทำงานครอบคลุมทั้งระดับครัวเรือน ชุมชนและระดับเมือง”

ที่สำคัญ บพท.ยังส่งเสริมงานวิจัยเพื่อพัฒนาระดับพื้นที่ โดยยึดโยงกับยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน คือ

หนึ่ง ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาคน และกลไกจากฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่นและทุนทางวัฒนธรรม

สอง ยุทธศาสตร์พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ

สาม ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองน่าอยู่และเมืองแห่งการเรียนรู้

ผลจากการดำเนินงานของ บพท.ที่ร่วมกับสถาบันการศึกษา ราชการ และชุมชน ในด้านเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ชุมชนเกิดความรู้ และเข้มแข็ง ทั้งยังทำให้เกิดการพัฒนากลุ่มอาชีพมากถึง 5,600 กลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเพื่อให้เขาสามารถเริ่มต้นพัฒนาตนเองได้ มีความรู้ใหม่ และมีนวัตกร หรือผู้นำท้องถิ่นที่จะทำให้ชุมชนของเขายั่งยืนต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ บพท.สนับสนุนยังสามารถค้นพบคนยากจนที่หลุดจากระบบความช่วยเหลือของรัฐกว่า 8 แสนคน ใน 20 จังหวัด ซึ่งได้รับความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 6 แสนคน ในขณะที่การพัฒนาระดับเมืองได้ส่งเสริมการรวมตัวในพื้นที่ขึ้นเป็นบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นแล้ว 19 แห่ง เป็นกลไกการพัฒนาที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมวางแนวทางอนาคตของตนเอง เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ 18 พื้นที่ และเกิดกลไกบริหารจัดการเชิงพื้นที่ 61 กลไก

“กิตติ” กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์ของ บพท. พบว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นได้จริง ๆ ถ้าเริ่มจากกระบวนการมองปัญหา และเริ่มการแก้ไขจากพื้นที่ของปัญหานั้น ๆ เพราะเจ้าของปัญหาลงมือทำเอง โดยมีความรู้และพี่เลี้ยงจากสถาบันการศึกษา

สำหรับแนวทางในอนาคตของ บพท.จะเป็นการต่อยอดกระบวนการทำงานดังกล่าวให้ตอบความต้องการของประเทศมากยิ่งขึ้น เช่น ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อยกระดับสมุนไพรไทย, งานวิจัยการสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานทรัพยากรอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ส่วนทุนวิจัยในอนาคตจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เชื่อมโยงการยกระดับชุมชนให้มาช่วยยกศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะสาขาที่มีโอกาสสูง เช่น การที่ไทยเสียดุลนำเข้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรนับหมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งที่เรามีสมุนไพรอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น งานวิจัยจะเข้ามาช่วยชุมชน สังคม และประเทศต่อไป