คอลัมน์ : Tech Times ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
ผ่านมากว่า 1 สัปดาห์แล้วที่โลกต้องตะลึงกับภาพกองกำลังรัสเซียที่กรีธาทัพเข้ายึดยูเครน เพราะเหมือนถอยหลังไปยุคล่าอาณานิคมที่อาณาจักรไหนแข็งแรงกว่าก็ยกทัพไปตีเมืองอื่นได้โดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร
แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่ผู้นำรัสเซียอาจลืมไป คือ แม้ความโหดเหี้ยม และความกระหายสงครามของมนุษย์อาจไม่ได้ลดลงจากเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่โลกวันนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต” และ “โซเชียลมีเดีย” ที่ทำให้สงครามไม่ได้จำกัดพื้นที่อยู่แค่ในสนามรบ แต่ขยายขอบเขตไปทั่วโลกผ่านการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์
คนที่ยึดหัวหาดสมรภูมิบนโลกออนไลน์ได้ก่อนจึงได้เปรียบในการ “เล่าเรื่อง” และสามารถขยายแนวร่วมออกไปได้กว้างไกลกว่า ดังเช่น ยูเครน ที่แม้จะเป็นประเทศเล็กกว่า และอาจต้องพ่ายแพ้ในสนามรบ แต่อย่างน้อยยูเครนก็เป็นผู้ชนะในสงคราม “ข้อมูลข่าวสาร” บนโลกออนไลน์
ประธานาธิบดี “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” ในการไลฟ์สดครั้งแรกที่ประกาศกับชาวโลกว่าเขาจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ แม้กองทัพรัสเซียจะรุกประชิดชายแดนแล้ว กลายเป็นภาพที่สะกดอารมณ์ผู้คนทั่วโลก และส่งผลให้ผู้นำหลายประเทศโดนกดดันให้ต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นในการคว่ำบาตรรัสเซีย
นอกจากนี้ การถ่ายทอดเรื่องราวของชาวยูเครน ทุกเพศทุกวัยที่ลุกขึ้นจับอาวุธสู้กับกองกำลังทหารรัสเซียอย่างกล้าหาญ ยังชนะใจคนทั่วโลกจนพากันออกมาเดินขบวนประท้วงการกระทำของรัสเซียเต็มท้องถนน แถมยังเกิดแคมเปญระดมเงินเพื่อช่วยชาวยูเครนต่อเนื่อง
“มาร์ก โพลิเมรึโปลอส” อดีตเจ้าหน้าที่ CIA ที่เคยประจำการในยุโรป ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารที่ชาญฉลาด สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเซเลนสกี จากผู้นำที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพให้กลายเป็นผู้นำที่เสียสละและกล้าหาญในเวลาไม่กี่วัน
มาร์กวิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของยูเครนนั้นมีเป้าหมาย 3 ข้อข้อแรก คือ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คนยูเครน ข้อสอง คือ เพื่อรณรงค์ให้ประชาคมโลกช่วยกันกดดันรัสเซียและ ข้อสุดท้าย คือ เพื่อโน้มน้าวชาวรัสเซียให้ต่อต้านสงคราม
สำหรับเป้าหมายแรก การเผยแพร่ภาพชาวยูเครนทุกเพศทุกวัยอาสาเข้าร่วมรบกับกองทัพยูเครนกลายเป็นกระแสไวรัลในชั่วข้ามคืน ช่วยปลุกจิตสำนึกความรักชาติและความสามัคคีในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สก๊อต แรดนิตส์” นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ดี.ซี.มองว่า แม้รัสเซียจะพยายามตอบโต้ด้วยการปล่อยภาพชัยชนะของกองทัพรัสเซียเหนือกองทัพยูเครน โดยหวังว่าชาวยูเครนเสียขวัญและหันหลังให้กับรัฐบาลของตัวเอง เป็นการประเมินที่ผิดพลาด
เพราะแทนที่ชาวยูเครนจะถอดใจยอมแพ้ กลับยิ่งฮึกเหิมและพร้อมใจกันออกมารบมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยูเครนมีการตอบโต้กลับด้วยการแชร์ภาพความเสียหายของกองทัพรัสเซียระหว่างการปะทะกับกองกำลังของยูเครน ก็ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ให้ประชาชนเกิดความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะรัสเซียมากขึ้น
ในแง่การแสวงหาแนวร่วมและพันธมิตรในเวทีโลก ก็ถือว่ายูเครนประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวใจชาวโลกได้อย่างงดงามเช่นกัน
จากการเปรียบเทียบผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าในสัปดาห์แรกโพลของ AP-NORC ชี้ว่ามีคนอเมริกันเพียง 26% ที่อยากเห็นอเมริกาเข้าไปมีบทบาทในความขัดแย้งนี้ แต่สัปดาห์ต่อมาผลสำรวจของ CNN กลับพบว่ามีคนอเมริกันถึง 83% ที่เห็นด้วยกับการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย
เสียงเรียกร้องจากประชาชนในหลายประเทศนี้เองที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะในอเมริกาและยุโรปต้องขยับเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียให้รุนแรงขึ้น ในขณะที่ประชาชนก็ช่วยกันลงขันส่งเงินไปช่วยผู้ประสบภัยสงครามชาวยูเครนอย่างต่อเนื่อง
“มอลลี่ แมคคิว” ผู้เชี่ยวชาญด้าน Information Warfare มองว่า การที่ยูเครนยืนหยัดต่อสู้กับรัสเซียได้นานกว่าที่หลายคนคาด ทำให้ชาวโลกหันมาให้ความสนใจกับความขัดแย้งครั้งนี้มากขึ้น พร้อมกับส่งเสียงให้รัฐบาลของตนเพิ่มมาตรการตอบโต้รัสเซียมากขึ้น เพื่อหยุดยั้งไม่ให้สงครามบานปลาย
นอกจากนี้ ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารของยูเครนยังส่งผลให้คนรัสเซียตัดสินใจออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลตัวเองด้วยเช่นกัน แม้จะเสี่ยงต่อการถูกจับและดำเนินคดีก็ตาม
“สก๊อต แรดนิตส์” มองว่า รัฐบาลรัสเซียประเมินศักยภาพโซเชียลมีเดีย “ต่ำไป” แม้จะมีความพยายามในการเซ็นเซอร์ข้อมูลออนไลน์ แต่ประชาชนก็ยังมีช่องทางในการเข้าถึงข่าวสารจากโลกภายนอกอยู่ดี จนรู้ว่าความจริงที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
ยิ่งยอดคนเจ็บคนตายเพิ่มขึ้น พร้อมกับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรที่ทวีความรุนแรงขึ้น ก็ยิ่งเป็นเชื้อไฟให้ชาวรัสเซียต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นเท่านั้น จึงพอจะสรุปได้ว่าปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารของยูเครนนั้นประสบผลตามเป้าประสงค์ทุกข้อ
แต่คำถามคือ แล้วยูเครนจะเลี้ยงกระแสนี้ไปได้อีกนานเท่าไร ?
เพราะอย่างที่รู้กันดีว่ากระแสบนโลกออนไลน์ “มาไว ไปไว”
หากวันหนึ่งกระแสเริ่มจาง ความช็อก ความสงสาร ความเห็นใจ อาจกลายเป็นความเฉยชาเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับสงครามอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แล้วถ้าวันนั้นมาถึง ยูเครนจะทำอย่างไร ?
ที่สำคัญกว่านั้นคือ แล้วยุโรป อเมริกา และชาติพันธมิตรที่พร่ำเรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการและการกดขี่ทุกรูปแบบจะทำอย่างไร ? จะยังหยัดยืนบนหลักการและคว่ำบาตรรัสเซียต่อไปหรือไม่ ?
หรือจะกลับลำไปโหนกระแสอื่นแทน แล้วปล่อยให้คนยูเครนดิ้นรนเอาตัวรอดจากสงครามไปตามลำพังเหมือนที่ทำกับผู้คนในอัฟกานิสถาน ซีเรีย และพม่ามาก่อนหน้านี้ ?
ซึ่งเราคงได้รู้คำตอบอีกไม่นาน