กรมบัญชีกลางให้ บ.บูรพาฯไปต่อโครงการสายส่งระบบ 115 เควี
กรมบัญชีกลางแจงบริษัท บูรพาฯ ได้ไปต่อโครงการสายส่งระบบ 115 เควี มูลค่า 125 ล้านบาท หลัง กฟภ. ร้องปลัดคลังสั่งเพิกถอนอ้างเหตุเป็นผู้ทิ้งงาน
วันที่ 23 มีนาคม 2565 นางสาววารี แว่นแก้ว รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้มีการส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาให้บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทิ้งงาน (blacklist)
โดยภายหลังที่อธิบดีกรมบัญชีกลางปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ได้มีคำสั่งให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงานของ กฟภ.ในงานก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี มูลค่า 125 ล้านบาท บริษัทได้มีการขออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ทั้งนี้ อ้างว่าสาเหตุที่ทำให้บริษัทไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา เกิดจาก กฟภ.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ตามสัญญาได้ และไม่มีการขยายระยะเวลาการทำงานให้บริษัทตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ประกอบกับก่อนที่ กฟภ.จะส่งเรื่องมายังปลัดกระทรวงการคลัง กฟภ.เคยพิจารณาไม่สั่งให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้ว
กรมบัญชีกลางในฐานะเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พิจารณาคำอุทธรณ์ของบริษัทแล้ว เห็นว่ามีการโต้แย้งประเด็นใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับการพิจารณา และมีการชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นเดิม อันเป็นสาระสำคัญ ดังนี้
1. ประเด็นเรื่องพื้นที่การทำงาน ปรากฏว่า กฟภ.ส่งมอบพื้นที่ได้บางส่วน แต่พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคต่อการทำงาน เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ก่อสร้าง การแจ้งให้หยุดงาน และปัญหาจากการคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ที่ทำให้บริษัทไม่สามารถทำงานได้ตามแผนที่กำหนด โดยปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังไม่สามารถหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาทำงานได้
2. ประเด็นเรื่องขั้นตอนและแผนการทำงาน ปรากฏว่าในชั้นการพิจารณาสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่า กฟภ.ส่งมอบพื้นที่บางส่วน โดยให้บริษัทดำเนินการไปก่อนในส่วนของพื้นที่ที่ส่งมอบได้ แต่ในชั้นการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งกลับปรากฏข้อมูลเพิ่มว่า ตามแผนงานกำหนดให้บริษัทต้องเริ่มดำเนินการโครงการดังกล่าวจากงานฐานรากเป็นลำดับแรก ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนอื่น ๆ และไม่สามารถดำเนินการขั้นตอนอื่นก่อนงานฐานรากได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า กฟภ.ได้ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างบางส่วน
แต่พื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เช่น เหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วม เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงชนิดฐานราก ปัญหาการย้ายแนวสาธารณูปโภค เพื่อหลบแนวการก่อสร้างที่เป็นงานเพิ่มจากสัญญา โดยเหตุหลายประการเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของบริษัทแต่ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถทำงานฐานรากและดำเนินการในขั้นตอนอื่น ๆ ตามแผนงานได้ จึงถือว่ามีเหตุอันสมควร
3. ประเด็นเรื่องระยะเวลาการทำงาน บริษัทไม่สามารถทำงานตามแผนได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เหตุการณ์อุทกภัย ฝนตกน้ำท่วมพื้นที่ก่อสร้างนอกเหนือจากระยะเวลาที่กำหนดตามมติคณะรัฐมนตรี การแจ้งให้หยุดงาน และการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ จนทำให้มีการแก้ไขแบบการก่อสร้าง ซึ่งบริษัทมีการขอขยายระยะเวลาหลายครั้ง แต่ กฟภ.ขยายระยะเวลาให้เฉพาะเหตุการณ์อุทกภัยเท่านั้น
4. ประเด็นเรื่อง กฟภ. เคยพิจารณาไม่สั่งให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงาน เห็นว่าอำนาจการพิจารณาสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงการคลัง การที่ กฟภ.เคยพิจารณาไม่สั่งให้บริษัทเป็นผู้ทิ้งงาน ก็ไม่กระทบอำนาจการพิจารณาของปลัดกระทรวงการคลังแต่อย่างใด
โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าวต่อว่า คณะกรรมการวินิจฉัยได้พิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานแล้ว เห็นว่าสาเหตุที่ทำให้บริษัทไม่สามารถทำงานได้ตามสัญญา ล้วนแล้วเป็นเหตุสุดวิสัยที่บริษัทไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่บริษัทไม่สมควรถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน โดยการพิจารณาครั้งนี้มีความโปร่งใส เป็นกลาง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
เพราะดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการซึ่งมีบุคคลภายนอกและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นกรรมการในการพิจารณาด้วย เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (แห่งประเทศไทย) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดังนั้น การพิจารณาครั้งนี้จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานอย่างที่เคยยึดเป็นแนวปฏิบัติเสมอมา