ลุ้นปิด ‘กองทุนรักษาสภาพคล่องบอนด์’ 4 แสนล้าน 2 ปี ไม่มีใครใช้วงเงิน
แบงก์ชาติ โลโก้ ธนบัตร
ส่อปิดฉาก “กองทุน BSF” 4 แสนล้านบาท จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันยังไม่มีใครใช้วงเงิน ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็น ประเมินผลสัมฤทธิ์ถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ฟากคนในแวดวงสถาบันการเงินชี้ประเมินผลยาก-เงื่อนไขเข้ม อาจยกเลิกกองทุนหลังเฮียริ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อมาตรการกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ หรือ BSF (Corporate Bond Stabilization Fund)
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 ซึ่งจะปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 30 เม.ย.นี้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ธปท.และกระทรวงการคลังได้จัดตั้งกองทุน BSF วงเงิน 400,000 ล้านบาท ขึ้นมาเมื่อเดือน เม.ย. 2563 เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องระยะสั้น (bridge financing) แก่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้ที่มีพื้นฐานการดำเนินงานที่ดี มีอันดับความน่าเชื่อถือลงทุนได้ (investment grade) แต่ประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราวจากผลกระทบโควิด-19
โดยช่วยเหลือผ่านการซื้อตราสารหนี้ออกใหม่ระยะสั้นไม่เกิน 270 วัน ภายใต้วงเงิน 4 แสนล้านบาท สำหรับรองรับการไถ่ถอนตราสารหนี้เดิมที่ครบกำหนดในช่วงปี 2563-2564 ต่อมาได้ขยายเวลาถึงสิ้นปี 2565
อย่างไรก็ดี ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายพบว่าการระดมทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนของไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นและกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือน พ.ค. 2563 โดยตราสารหนี้ออกใหม่ปรับเพิ่มขึ้นและปริมาณออกมามากกว่าที่กำหนด
โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อ BBB group สามารถออกได้สะท้อนความเชื่อมั่น และปัจจุบันไม่มีบริษัทผู้ออกตราสารหนี้รายใดขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน BSF ตั้งแต่มีการจัดตั้งขึ้นมาในปี 2563 เป็นต้นมา
แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมาไม่มีภาคธุรกิจรายใดเข้ามาใช้กองทุน BSF ซึ่งสะท้อนได้ 2 มุม คือ 1.กลไกตลาดกลับมาทำงานได้ตามปกติหลังจากมีการตั้งกองทุน และ 2.ธปท.ไม่ได้มุ่งหวังว่า จะต้องมีคนเข้ามาใช้จำนวนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องดีหากไม่มีภาคธุรกิจเข้ามาใช้
ดังนั้น หากจะประเมินว่ากฎหมายนี้สัมฤทธิผลอาจจะวัดยาก เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายระบุว่า 1.กองทุนที่ตั้งมาเป็นแหล่งเงินทุนให้ภาคธุรกิจมาใช้หากไม่สามารถหาที่อื่นได้ 2.ต้องการดูแลเสถียรภาพภายหลังตั้งกองทุนบรรยากาศ (sentiment) กลับมาทำงานปกติ
ทั้งนี้ หากดูในรายละเอียดจะพบว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ลงทุนได้ (investment grade) หรือกลุ่ม BBB- ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีปัญหาและมีทางเลือกในการระดมทุนค่อนข้างมาก
นอกจากนี้ เงื่อนไขการใช้กองทุนยังยากต่อการเข้าใช้ เช่น กรณีภาคธุรกิจมีบอนด์ที่จะครบกำหนด 120 ล้านบาท ซึ่งกองทุนกำหนดว่าจะต้องไปหาแหล่งเงินทุนจากที่อื่น 50% หรือ 60 ล้านบาท แล้วค่อยมาใช้เงินกองทุน 50% เป็นต้น
“ต้นทุนการเงินที่จะใช้เงินของกองทุนเรียกได้ว่าค่อนข้างแพง เช่น หากมีการใช้วงเงินในสัดส่วน 30% ของ 120 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36 ล้านบาท จะต้องเสียดอกเบี้ย +1% หากกู้ที่อื่นดอกเบี้ย 5% หากใช้กองทุน BSF จะต้องเสียดอกเบี้ย 6% และกรณีใช้วงเงินเกิน 36 ล้านบาท จะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มเป็น +2% หรือเป็น 7%
ดังนั้น เป้าหมาย BSF ไม่ได้เป็นการสปอยล์ภาคธุรกิจเกินไป แต่มีกลไกเลือกคนที่คู่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ ไม่ใช่ช่วยทุกคน เพราะมีกลไกสกรีนเข้ม และหลังตั้งกองทุนตลาดบอนด์ก็กลับมาสงบลง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าจะยกเลิกกองทุน BSF หลังเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องเสนอความคิดเห็น” แหล่งข่าวกล่าว