กรุงศรีกางแผนปี’65 ดึงธุรกิจญี่ปุ่น-บรรษัทข้ามชาติลงทุน EEC
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อกลุ่มธุรกิจลูกค้าญี่ปุ่น-บรรษัทข้ามชาติอยู่ที่ 3.4% กางกลยุทธ์ปี’65 รุก EEC หลังตัวเลข FDI มีสัดส่วนกว่า 30% เล็งเจาะเซ็กเตอร์ “อีวี-ยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์” พร้อมเชื่อมต่ออาเซียนผ่านเครือข่าย MUFG หนุนลูกค้าลงทุนในและต่างประเทศ ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจและเศรษฐกิจไทย
วันที่ 22 เมษายน 2565 นายโยชิยูกิ โฮริโอะ ประธานกลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ (JPC/MNC Banking) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น (JPC) และบรรษัทข้ามชาติ MNC อยู่ที่ 3.4% โดยยังคงโฟกัสการเชื่อมต่อเครือข่าย MUFG ที่มีมากถึง 9 ประเทศในอาเซียน และ 50 ประเทศทั่วโลกในการสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศและในไทย ภายหลังจากมีการนำร่องเพื่อสนับสนุนและให้คำปรึกษาในการขยายธุรกิจสู่อาเซียนสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ

ทั้งนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ธนาคารได้มีการตั้งสำนักงานเพื่อให้คำปรึกษาการลงทุนและมีเป้าหมายต่อยอดการลงทุนลูกค้าไทยและต่างประเทศ โดยจะเห็นตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2564 พบว่าตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีประมาณ 71% โดย 1 ใน 3 หรือกว่า 30% มีการลงทุนกระจุกตัวในพื้นที่ EEC
ซึ่งมีทั้งธุรกิจยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร-เครื่องดื่ม และพลังงาน และมีทั้งนักลงทุนจากญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ สอดคล้องตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ โดยในปีนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะรถไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความนิยม และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
โดยปัจจุบันกลุ่มเซ็กเตอร์ที่มีความสนใจในการขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเป็นกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รายย่อย อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ เป็นต้น ซึ่งภายในปีนี้ธนาคารจะมีการทำไกด์ไลน์ในการให้คำปรึกษาทางด้านการลงทุน กฎกติกาด้านต่าง ๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นประมาณ 90% ของพอร์ตรวม และบรรษัทข้ามชาติราว 10% ของพอร์ตรวมโดยธนาคารเป็นผู้นำตลาดกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนถึง 70% ของกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นในไทยทั้งหมด
“เรามอง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความท้าทาย ลูกค้าธุรกิจชะงักและชะลอการตัดสินใจลงทุน แต่ในครึ่งปีหลังมองแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวหลังการเปิดประเทศ แม้จะมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ทั้งจากปัญหาสงครามที่ส่งผลต่อซัพพลายเชน หรือปัญหาโควิด แต่จะเห็นว่ามีบางเซ็กเตอร์ที่ฟื้นฟูและกลับไปสู่ระดับการเติบโตก่อนโควิดแล้ว เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น แต่ความไม่แน่นอนจากภาวะสงครามทำให้ราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้น จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด”
นายโยชิยูกิกล่าวต่อไปอีกว่า ในปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ ประสบความสำเร็จในการนำเสนอความแตกต่างในการให้บริการและผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าด้วยความร่วมมือกับ MUFG ได้แก่ ความสำเร็จในการออกพันธบัตรสีเขียวและสินเชื่อสีเขียวเป็นครั้งแรกสำหรับลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยแก่บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับ MUFG และ MUFG Innovation Partners ในการสนับสนุนการลงทุนในสตาร์ตอัพไทยให้เติบโตและขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ
และการสนับสนุนกิจกรรมการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching ระหว่างลูกค้าบริษัทไทย ญี่ปุ่น และเครือข่าย MUFG ในอาเซียนอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ที่ผ่านมา มีการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจถึง 473 คู่ ร่วมมือกับ Mitsubishi UFJ Research & Consulting (MURC) ในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในการวิจัยการตลาดและการให้บริการที่ปรึกษาอื่น ๆ ซึ่งกรุงศรีประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการลงทุนในประเทศอินเดียของลูกค้าธุรกิจกลุ่มวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ BOI และนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ นำมาซึ่งความสำเร็จในการลงทุนของลูกค้าธุรกิจจากประเทศสิงคโปร์ใน EEC
“ในปี 2565 นี้ กรุงศรียังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โซลูชั่น และบริการใหม่ ๆ แก่ธุรกิจต่าง ๆ เราจะส่งมอบธุรกิจและข้อมูลตลาดด้วยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายระดับโลกและระดับประเทศ พร้อมนำเสนอโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพแก่ลูกค้าทั้งในประเทศไทยและอาเซียน ผ่านกิจกรรมสัมมนาและกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยส่วนของการเป็นที่ปรึกษาแก่ลูกค้า เราเน้นการให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิประโยชน์ของการส่งเสริมการลงทุน
เช่น เอกสิทธิ์จากการเป็นสำนักงานใหญ่ของภูมิภาค พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น Foreign Business Act เพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถอันแตกต่างของกรุงศรีและความสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี เราจะช่วยขยายโอกาสและขับเคลื่อนการเติบโตของทั้งธุรกิจญี่ปุ่นและบรรษัทข้ามชาติ ร่วมทั้งยังส่งผลดีต่อธุรกิจไทยในฐานะคู่ค้า และสำคัญที่สุดคือช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง”