ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง เก็งเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยประชุมต้นเดือนพ.ค.นี้
ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่องเก็งเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในประชุมต้นเดือนพฤษภาคม ขณะที่เงินบาททิศทางยังอ่อนค่า ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (22/4) ที่ระดับ 33.91/93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 18-22 เมษายน 2565 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทางแข็งค่า แม้จะมีบางจังหวะที่ย่อตัวลงโดยมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 99.818-101.028 ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปียังคงปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีในวันอังคาร (19/4) ที่ระดับ 2.96%
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่มีออกมาในช่วงสัปดาห์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคานำเข้าดีดตัวขึ้นมากกว่าคาดในเดือนมีนาคม โดยพุ่งขึ้น 2.6% เมื่อเทียบรายเดือนซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554 หลังจากเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ จากที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนีราคานำเข้าดีดตัวขึ้น 2.3% ในเดือนมีนาคม และเมื่อเทียบรายปี ดัชนีราคานำเข้าพุ่งขึ้น 12.5% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 หลังจากเพิ่มขึ้น 11.3% ในเดือนกุมภาพันธ์
ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผย ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบรายเดือน แต่ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6% และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 6.9% ในเดือนมีนาคม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกกดดันเล็กน้อยในช่วกลางสัปดาห์จากการแสดงความเห็นของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา และชิคาโกที่แนะนำให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ในวันพฤหัสบดี (21/4) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยเศรษฐกิจโลกในการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยระบุว่า “การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อถือเป็นการดำเนินการที่เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมเดือนพฤษภาคมนี้”
ทั้งนี้หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายพาเวลล์ดังกล่าวทำให้ FedWatch Tool ของ CMB Group ออกบ่งชี้ว่า นักลงทุนได้ให้น้ำหนักมากถึง 97.6% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมที่จะมีขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคม
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ในวันจันทร์ (18/4) ค่าเงินบาทเปิดตลาดในตอนเช้าหลังจากช่วงวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่ระดับ 33.65/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (12/4)ที่ระดับ 33.63/65 บาท ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทมีการปรับตัวที่ผันผวนในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ก่อนจะเริ่มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในสัปดาห์นี้จากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี
สำหรับปัจจัยในประเทศที่น่าสนใจนั้น ในวันจันทร์ (18/4) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวในงาน AnalystMeeting ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยและเงินเฟ้อว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด เมื่อปลายเดือน 2565 ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย และอัตราเงินเฟ้อสำหรับปี 65 และ 66 โดยปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 65 และ 66 ลงเหลือ 3.4% และ 4.7% ตามลำดับ และปรับเพิ่มประมาณการอัตราเงินเฟ้อ ในปี 65 และ 66 เพิ่มเป็น 4.9% และ 1.7% ตามลำดับ
ซึ่งการปรับ GDP ลดลงจากเดิมนั้นเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเป็นสำคัญ ในวันศุกร์ (22/4) ที่ประชุมศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบการปรับพื้นที่สีหรือแบ่งโซนในการควบคุมโรคโควิด ยกเลิกพื้นที่สีแดง (พื้นที่ควบคุมสูงสุด) และสีส้ม (พื้นที่ควบคุม) โดยปรับพื้นที่สีเหลือง (เฝ้าระวังสูง) เพิ่มเป็น 65 จังหวัด จากเดิม 47 จังหวัด
ส่วนพื้นที่สีฟ้า (นำร่องการท่องเที่ยว) เพิ่มเป็น 12 จังหวัด จากเดิม 10 จังหวัด มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 65 เป็นต้นไป
พร้อมกันนี้ที่ประชุม ศบค.ยังเห็นชอบการปรับมาตรการสำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง โดยลดวันกักตัวอยู่ที่บ้าน 7 วัน และสังเกตอาการ 3 วัน มาเป็นกักตัวเหลือ 5 วัน และสังเกตอาการ 5 วัน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.60-33.95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (22/4) ที่ระดับ 33.91/93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (18/4) ที่ระดับ 1.0806/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในไทยเมื่อวันอังคาร (12/4) ที่ระดับ 1.0865/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยได้รับแรงกดดันจากการที่ในวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศคงนโยบายการเงินไม่เปลี่ยนแปลง และส่งสัญญาณที่จะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของทาง ECB ในปีนี้
นอกจากนั้นแล้วนักลงทุนยังคงกังวลกับสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังส่งสัญญาณยืดเยื้อ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.0759-1.0936 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (1/4) ที่ระดับ 1.0811/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (18/4) ที่ระดับ 126.46/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในไทยเมื่อวันอังคาร (12/4) ที่ระดับ 125.61/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันอังคาร (19/4) นายฮารุฮิโกะ คะโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้แถลงหลังจากค่าเงินเยนร่วงแตะกรอบบนที่ 126 เยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการประชุมรัฐสภาญี่ปุ่นว่าเงินเยนได้ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนได้เคลื่อนไหวเหนือระดับ $129 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปีหลังการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกดดันการซื้อขาย ก่อนจะกลับย่อลงมาเล็กน้อยในช่วงปิดตลาดวันศุกร์ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 126.23-129.40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (1/4) ที่ระดับ 128.01/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับเหตุการณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันอังคาร (9/4) นายเดวิด มัลพาสส์ ประธานธนาคารโลก ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้สู่ระดับ 3.2% จากเดิมที่ระดับ 4.1% โดยได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครน
ทั้งนี้ธนาคารโลกมีแผนตั้งกองทุนวงเงิน 1.7 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะปล่อยกู้ให้แก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะปล่อยกู้ระยะยาว 15 เดือน โดยมีเป้าหมายปล่อยกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
ในวันเดียวกัน IMF เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) โดยประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2565 และ 2566 โดยระบุว่า การที่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครนจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยกดดันต่อราคา และถือความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ
โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.6% ทั้งในปี 2565 และ 2566 โดยลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนมกราคมที่ระบุว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 4.4% ในปี 2565 และ 3.8% ในปี 2566 นอกจากนี้ IMF คาดการณ์ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะลดลงสู่ระดับ 3.3% ในระยะกลาง เมื่อเทียบกับ 4.1% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2547-2556 และระดับ 6.1% ในปี 2564
ขณะเดียวกัน IMF เตือนว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น โดยเงินเฟ้อในสหรัฐจะแตะระดับ 7.7% ในปีนี้ ขณะที่ยูโรโซนจะแตะระดับ 5.3% ส่วนเงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาจะพุ่งแตะระดับ 8.7% ในวันพุธ (20/4) ธนาคารกลางจึงประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปี ซึ่งดัชนีวัดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคเอกชนที่ระดับ 3.7% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปี ซึ่งเป็นดัชนีวัดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของภาคครัวเรือน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเพื่อการกู้จำนองที่ระดับ 4.6%