เปิดประวัติ สุชาดา อิทธิจารุกุล กับ 27 ปี บนเส้นทางซีอีโอแม็คโคร
สุชาดา อิทธิจารุกุล
รู้จักหญิงแกร่งแห่งแม็คโคร “สุชาดา อิทธิจารุกุล” หลังโบกมือลายักษ์ค้าส่ง กับความหลัง 27 ปี
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า นางสุชาดา อิทธิจารุกุล แจ้งขอลาออกจากการดำรงตำแหน่งกรรมการ รองประธานกรรมการที่ 2 และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป
ถือเป็นการปิดตำนานซีอีโอหญิงแกร่งแห่งแม็คโครที่รั้งบัลลังก์นี้มายาวนานกว่า 27 ปี นับตั้งแต่ปี 2539 ที่ก้าวเข้ามาทำงาน ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งผลงานสำคัญของบอสแห่งแม็คโครคือ การนำพายักษ์ค้าส่งแห่งนี้ไต่รายได้ทะยานต่อเนื่อง แตะแสนล้านบาท พร้อมกับขยายกิจการสู่ต่างประเทศ
ปัจจุบัน นางสุชาดา อายุ 70 ปี ประวัติส่วนตัวคร่าว ๆ มีดังนี้
- จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 2
- เป็นกรรมการที่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มาตั้งแต่ปี 2539
- ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 เมื่อปี 2556
- ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เมื่อปี 2560
จุดเริ่มต้นกับ แม็คโคร
นางสุชาดา เปิดใจกับทีมงาน100 ปี ซีพี เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2564 ถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานกับแม็คโครว่า จุดเริ่มต้นกับแม็คโคร คืออยู่ใกล้บ้าน แต่เดิมทำงานเป็นซัพพลายเออร์ อยู่บริษัท อินซ์เคป เป็นซัพพลายเออร์ของแม็คโคร ดูแลแผนกเล็ก ๆ แผนกหนึ่ง
ขายปากกาเชฟเฟอร์ รองเท้าทิมเบอร์แลนด์ ก็มานำเสนอกับแม็คโคร พอดีมีเพื่อนแนะนำว่าให้มาลองที่แม็คโคร เห็นว่าแม็คโครอยู่ลาดพร้าวและบ้านก็อยู่ใกล้แม็คโคร ได้เข้ามาทำงานที่แม็คโครเมื่อ วันที่ 16 ม.ค. 2538 ในตำแหน่ง Finance Director ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เป็นซีอีโอในปี 2544
“ตอนแม็คโครเปิดสาขาแรกปี 2532 ยังจำบรรยากาศได้มีการเอาคนตัวที่สูงที่สุดในโลกมาร่วมงาน เป็นที่ฮือฮามาก ตอนนั้นดิฉันยังอยู่ซัพพลายเออร์มาร่วมงานด้วย ก็ตื่นเต้น แล้วก็ยังบอกตัวเองว่ารูปแบบนี้จะไปได้อย่างไร
“จะว่าไปตอนนั้นก็เหมือน Balancing Power ของซัพพลายเออร์กับรีเทลเลอร์ ต้องยอมรับว่าเวลานั้นเมืองไทยตลาดเป็นของซัพพลายเออร์ เหมือนกับประเทศอื่น ซัพพลายเออร์แข็งแรงมากซัพพลายเออร์ก็เป็นรายใหญ่ ๆ อินซ์เคปก็เป็นซัพพลายเออร์ใหญ่รายหนึ่งขายอะไรเยอะแยะไปหมด” นางสุชาดาระบุกับทีม 100 ปี ซีพี
ฝ่าต้มยำกุ้ง สู้ทุนนอก
ในรอยทางจากปี 2538 – 2544 ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมุดหมายสำคัญของบรรดานักธุรกิจไทยในช่วงนั้นต้องเจอคือ การเผชิญหน้ากับมหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 อันเกิดจากการลอยตัวค่าเงินบาทในสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี
“แม็คโคร” ก็เป็นอีก 1 บริษัทที่ถูกระลอกคลื่นมรสุมถาโถมบาดเจ็บไม่น้อย
ในช่วงเวลายากลำบากนี้ นางสุชาดาเล่าให้ทีมงาน 100 ปี ซีพีฟังว่า ตอนนั้นแม็คโครมีอยู่แค่ 15 สาขา ยอดขายเป็นพันล้าน มีเงินเกือบ 2,000 ล้านบาท เป็นเงินสดทั้งหมด โชคดีว่าตอนนั้น เราไม่ได้สั่งของจากต่างประเทศมากนัก บางส่วนก็ซื้อ Exchange ไว้
“ตอนนั้นมี 56 ไฟแนนซ์ เราก็มีฝากกับพวกนี้กระจายไว้หมด มันก็มีสัญญาณดอกเบี้ยขึ้นไป 16% 17% 20% ก็เริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว จึงค่อย ๆ วางแผนถอนเงินออกมาจากไฟแนนซ์ โชคดีไม่มีเงินของเราอยู่ใน 56 ไฟแนนซ์ที่ล้ม พอวันที่ 2 ก.ค. 2540 ประกาศลดค่าเงินปัง เหมือนเกิดใหม่เลย แม็คโครไม่ได้รับความเสียหาย” นางสุชาดาเล่าความไว้ตอนหนึ่ง
หลังคลื่นลมวิกฤติเศรษฐกิจเบาบางลง บิ๊กบอสแม็คโครเล่าต่อว่า หลังจากนั้นก็ต้องคิดต่อว่า จะเอาอย่างไรดี? เพราะผลกระทบจากวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากการกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แล้ว ก็ถือเป็นการลากพาเอาบริษัทจากต่างประเทศเข้ามาด้วย
โดยขณะนั้นมีโลตัส (TESCO UK อดีตเจ้าของเทสโก้โลตัส) และคาสิโน (คาสิโน กรุ๊ป บริษัทค้าปลีกฝรั่งเศส อดีตเจ้าของคาร์ฟูร์และบิ๊กซี ประเทศไทย) เข้ามา ทำให้การแข่งขันในแวดวงการค้าดุเดือดรุนแรง
แถมซีพีในขณะนั้นก็จำต้องขายหุ้นคืนอีกต่างหาก สิ่งหนึ่งนางสิงห์แห่งแม็คโครเลือกทำคือ “การรีมายด์เซ็ตเวลาจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์”
“ดิฉันเปลี่ยน Mind set เลย บอกจ่ายไปเลย จ่ายให้ตรงเวลาที่สุด อย่ายืดเวลาแบบที่เคยทำมา อย่างพวกอาหารสดพวกนี้จะเทอมสั้นจ่ายก่อนเลย ยกตัวอย่างข้าว แล้วตอนนั้นเราจะถือเงินไว้ทำไม เราต้องมีของขาย เราก็เลยได้ใจซัพพลายเออร์มาจนถึงวันนี้และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
ถามว่าการทำแบบนี้ ได้อะไรกลับมา ? เจ้าตัวตอบว่า พอเราได้ใจซัพพลายเออร์มาก เราเห็นชัดอีกทีตอนน้ำท่วมใหญ่ 2554 ตอนนั้นเราย้ายจากกรุงเทพไปอยู่ชลบุรีภายใน3วันเราทำงานได้เลย
ตอนน้ำท่วมเราเป็นคนที่มีของ มีสินค้ามาขาย ทั้งที่เราย้ายกันไปหมดแล้วและคิดดูทีมงานที่จะต้องไปวางเคเบิ้ล วางอะไรต่าง ๆ หนักกันอยู่ที่สโตร์ที่ชลบุรี ทุกวันก็กินข้าวกล่องกัน ต่างคนต่างกินแล้วก็ไปทำงานต่อและเราได้ของมาขายอย่างสินค้าของยูนิลีเวอร์เราได้มาหมด ขนาดเซเว่นยังมาซื้อของเรา เราได้อานิสงส์จากอดีตมาจนกระทั่งไม่ว่ามีอะไรทั้งทีมงาน ทั้งซัพพลายเออร์เข้าใจเรา

คืนสู่ ซีพี และหลังจากนั้น
อีก 1 จุดสำคัญของการสัมภาษณ์คือ การหวนคืนสู่อ้อมอกซีพีของแม็คโคร ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2556 โดยนางสุชาดาเล่าให้ทีมงานของซีพีว่า ปี 2556 ข่าวที่ว่า ซีพีจะกลับมาซื้อแม็คโคร แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้รายละเอียดของการซื้อขายเลย สุดท้ายทราบว่าทางซีพีออลล์ซื้อไป ซึ่งเราก็คิดว่าดีเพราะซีพีออลล์ก็มีความเข้าใจเรื่องการค้า สิ่งที่เรากลัวคือคนที่จะมาซื้อไม่เข้าใจธุรกิจของเรา ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำมาก
ส่วนตัวคิดว่า เราเป็นจุดเชื่อม 2 วัฒนธรรมการทำงานซึ่งมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประธานอาวุโส (ธนินท์ เจียรวนนท์) ท่านเป็นคนที่มีความอดทนและให้โอกาส ถ้าเป็นแนวของ SHV (SHV Holding บรรษัทที่มีโครงข่ายธุรกิจหลากหลายสัญชาติจากเนเธอร์แลนด์ ผู้ร่วมทุนที่ซีพีเชิญมาร่วมก่อตั้งแม็คโคร ต่อมาได้เข้าถือหุ้นใหญ่ในแม็คโคร) จะไม่เน้นการขยายสาขา
ขณะที่ซีพีเปิดโอกาสให้ขยายสาขา 24 ปีแรก เปิด 64 สาขา แต่จากวันที่ซีพีซื้อแม็คโครกลับมาปี 2556 ถึง 2563 มี 144 สาขา แค่ 7 ปีเปิดไป 80 สาขา ถือว่าก้าวกระโดดและยังมีในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาอีก ถามว่าตรงนี้พวกเราชอบไหม พวกเราชอบ ใครที่อยู่ในธุรกิจแบบนี้ถ้าปีไหนไม่ได้เปิดสโตร์ใหม่จะเซ็งหน่อย
100 ปีวันนี้และ 100 ปี ข้างหน้า
ปิดท้ายบทสัมภาษณ์ หญิงแกร่งแห่งแม็คโครกล่าวถึงวาระ ซีพีครบ 100 ปีว่า องค์กรใดก็ตาม ที่อยู่มาด้วยความเจริญเติบโตและมั่นคงถึง 100 ปี ในฐานะพนักงานถือว่า เป็นความสำเร็จเป็นหนี้บุญคุณของคนรุ่นเก่า ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ และวิสัยทัศน์อย่างเดียวไม่พอ คุณต้องทำให้มันเกิดขึ้นจริง ฉะนั้นคนรุ่นเก่า ๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีส่วนอยู่ใน 100 ปีนี้ นับว่าเราต้องขอบคุณ เป็นหนี้บุญคุณ
ส่วนอีก 100 ปีถัดไป นางสุชาดาทิ้งท้ายว่า เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อไปมากกว่า อนาคตข้างหน้าจะไปอย่างไร ธุรกิจจะไปอย่างไร คงไม่มีใครบอกได้ แต่สิ่งที่คนรุ่นเก่า ๆ ทำมา เราน่าที่จะต้องเรียนรู้ ต้องเรียนรู้ว่า อะไรที่ทำให้เกิดความสำเร็จได้ 100 ปี ไม่ได้อยู่ง่ายนะ 100 ปี จึงเป็นความภาคภูมิใจด้วย
ฉะนั้น คนรุ่นกลางหรือรุ่นใหม่คนที่อยู่ปัจจุบันควรที่จะเรียนรู้ เรียนรู้สิ่งที่คนรุ่นเก่า ๆ ทำและควรที่จะระลึกถึงบุญคุณที่ได้สร้างให้เรามีมาทุกวันนี้
จากนี้ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ และยิ่งใหญ่ก็ยิ่งยาก เพราะว่าเราจะคงความใหญ่และมั่นคงอย่างไร ต้องอาศัยความสามารถ อาศัยแรงใจ แรงกาย ต้องอาศัยทุกอย่างเหมือนที่ท่านประธานอาวุโสพูดเรื่องความรักองค์กร ซึ่งท่านเน้นเรื่องนี้มาก
