เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ดูทั้งหมด

อุปถัมภ์ค้ำใคร กับการเลือกตั้งประชาธิปไตยที่ก้าวถอยหลัง

07 พ.ค. 2565 | 14:16น.

เรื่อง : ปนัดดา ฤทธิมัต

อีเวนต์หนังสือ “SUMMER BOOK FEST 2022” สำนักพิมพ์มติชนแนะนำหนังสือเล่มใหม่ 2 ปก หนึ่งในนั้นคือ “อุปถัมภ์ค้ำใคร : การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง” โดย เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ที่ได้มาร่วมพูดคุยบนเวทีเสวนาของสำนักพิมพ์มติชน เมื่อวันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2565 ถึงคำถามต่อการปกครองของไทย ที่เหตุใดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจึงไม่อาจนำไปสู่ประชาธิปไตย ?

เวียงรัฐ เนติโพธิ์ กล่าวว่า มี 2 เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออุดมการณ์และความเชื่อทางวิชาการของตน ได้แก่ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ที่มีการบุก Capitol Hill ที่สหรัฐอเมริกา ด้วยความที่ตัวเองเติบโตมาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 จึงรู้สึกว่าโตมากับความเชื่อที่ว่า ประชาธิปไตยคือคุณค่าทางสังคมที่ดีที่สุด หรือคุณค่าทางสังคมที่เราจะต้องปกป้องหวงแหน และทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ การบุก Capitol Hill เป็นทั้งสัญลักษณ์ ความรุนแรง การบ่อนทำลายความรู้สึกและความเชื่อที่ว่า สถาบันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยมั่นคงเข้มแข็ง และสหรัฐอเมริกาคือต้นแบบ กับอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ รัสเซียบุกยูเครน

สำหรับเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตเรามากที่สุดคือ การรัฐประหารปี 2557 ในประเทศไทย ที่ยังคงส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน ไม่นึกไม่ฝันว่าเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แล้ว เราจะเผชิญกับการถอยหลัง และความฝันในวัยเด็กที่คิดว่าสักวันหนึ่งประชาธิปไตยจะงอกงาม กลับกลายเป็นถดถอย

ประวัติศาสตร์ของมนุษย์คือประวัติศาสตร์ของสงคราม เพราะประเทศที่มีอำนาจมากกว่า ย่อมต้องการให้ประเทศอื่น ๆ มาอยู่ภายใต้อำนาจตัวเอง ฉะนั้นพัฒนาการทางอารยธรรมของการจัดการการปกครองหรือการเมือง ก็คือพัฒนาการของการทำสงคราม แต่โลกในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เป็นโลกที่ฝันถึงสันติภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ และพยายามที่จะบอกว่าคุณค่าประชาธิปไตยคือ คุณค่าที่ต้องรักษาและปกป้องไว้ ซึ่งเราต่างก็ได้เห็นการเติบโตของประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย ทั้งการเรียกร้องของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประชาธิปไตยมากขึ้น

การเมืองต้องเป็นเรื่องของคนดี-ศีลธรรม

ย้อนกลับไปในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีวาทกรรมหนึ่งที่บอกว่า การเมืองต้องเป็นเรื่องของคนดีและศีลธรรม นักการเมืองเท่ากับการคอร์รัปชั่น ส่วนข้าราชการดี มีคุณธรรม นี่คือสิ่งที่ทำให้การรัฐประหารครั้งล่าสุดย้อนกลับไปดึงความเชื่อแบบนั้นกลับมา แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็มีเรื่องการเมืองแบบมโนโกหก โดยใช้เฟกนิวส์มาหล่อเลี้ยง

ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่กำลังจะมาถึงนี้ รวมถึงการออกมาเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าประชาชนตื่นตัวอย่างมาก

“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่คือการพิสูจน์ คือการใช้กรอบในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์มาอธิบายใหม่ โดยที่ระบอบ คสช.ช่วยยืนยันกรอบนั้นได้ชัดเจนขึ้น เพราะเรื่องเล่าหลักที่มีการปรากฏตัวของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล มาพร้อมกับการเลือกตั้งที่ต่อเนื่องในช่วงปลายปี 1980 ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 เราเห็นบทบาทของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล และความรุนแรงชัดเจน จึงทำให้นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่า การเลือกตั้งทำให้บทบาทของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลเข้มแข็งขึ้น และเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลเข้ามาอยู่ในวงการการเมืองได้เพราะการเลือกตั้ง นี่คือเรื่องเล่าหลักในเรื่องนี้ แต่งานชิ้นนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีนักการเมืองเลย ไม่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเลย บทบาทเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลที่มีควบคู่กับระบบราชการต่างหากที่น่าจับตามอง และระบอบ คสช.พาย้อนกลับไปในตอนนั้น” เวียงรัฐกล่าว

หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านนำแว่นขยายไปดูสายสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์กับผู้รับการอุปถัมภ์ บางครั้งเราพูดกันว่าผู้มีอิทธิพลมีมานานแล้ว หรือบ้านใหญ่ก็ชนะการเลือกตั้งเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสายสัมพันธ์ซึ่งมีรายละเอียดที่จะต้องเข้าไปคุยกับคนในพื้นที่

“สิทธิของเราเท่ากันเพราะกฎหมายกำหนดว่าเราเป็นพลเมือง เรามีสิทธิในการโหวตหนึ่งเสียงเท่ากัน แต่หากคนที่มีเงินและชื่อเสียงมากกว่ามาขอร้องให้เราทำอะไรที่ไม่อยาก แล้วเราต้องทำ นี่ก็ถือว่าเป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ฉะนั้นในระบอบประชาธิปไตยที่สิทธิของคนเท่ากัน ไม่ควรจะมีความสัมพันธ์ที่ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือมีทรัพยากรทางอำนาจเข้าถึงมากกว่าอีกคนหนึ่ง”

การอุปถัมภ์ที่ตกต่ำที่สุด คือการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งก็อาจจะมีการอุปถัมภ์เช่นกัน ตัวอย่างเช่น นักการเมืองหาเสียงด้วยการบอกกับประชาชนว่า หากชนะการเลือกตั้งแล้วจะนำงบประมาณมาทำเขื่อนกั้นน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ซึ่งเมื่อนักการเมืองคนดังกล่าวชนะการเลือกตั้ง จึงได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ 2 ปีต่อมา เขื่อนดังกล่าวได้รับความเสียหาย ทำให้มองว่ามีการทุจริต เพราะสร้างเขื่อนไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เลือกนักการเมืองคนเดิม ขณะเดียวกันบางยุคสมัยที่มีการข่มขู่ประชาชนให้ไปเลือกตั้ง หากไม่ได้จำนวนตามที่กำหนด ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบ quality ของ 2 กรณีข้างต้น มองว่าการสร้างเขื่อนที่ไม่ได้คุณภาพยังดีกว่าการข่มขู่ เพราะการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการใช้เงินซื้อเสียง คือรูปแบบของการอุปถัมภ์ที่ตกต่ำที่สุด

การเลือกตั้งคือความหวัง

สำหรับการเมืองหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้ไม่ใช่การเมืองที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเดินไปข้างหน้า ด้วยเหตุผล 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การกระจายอำนาจที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยกินได้ หรือเกิดความเข้าใจว่าการให้บริการภาครัฐเป็นสิทธิ ไม่ใช่เรื่องของการเมตตาโดยรัฐ

และ 2.รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งนำไปสู่การสร้างสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นการต่อสู้นอกเวทีทางการเมือง หรือนอกสนามเลือกตั้งจึงไม่คุ้มค่า ถ้าใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้อำนาจมา สักวันหนึ่งก็จะถูกการใช้ความรุนแรงช่วงชิงอำนาจคืน ในขณะที่การเลือกตั้งคือการได้รับความนิยม เพราะใช้งบประมาณภาครัฐมาทำให้ประชาชนมีความสุข แล้วทำให้มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ

สำหรับการทำลายประชาธิปไตยของไทย นอกจากการยุบสภา ตัดการเลือกตั้ง รวบอำนาจ ครม.มาจากการแต่งตั้ง และการให้ ส.ว.เข้ามามีอำนาจแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเมืองโดยตรงคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน พรรคการเมืองกับนักการเมือง นักการเมืองกับประชาชน

สายสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นตัวบ่งบอกสถาบันทางการเมือง และดีกรีของความเป็นประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน เมื่อมีการยุบสภา และไม่มีการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญที่ยังเหลืออยู่เกี่ยวกับสถาบันการเมืองคือสายสัมพันธ์กับนักการเมือง ซึ่งก็ถูกทำลายลงด้วยการไม่ให้นักการเมืองเข้ามามีบทบาทในเวลาต่อมา โดยยื้อเวลาการเลือกตั้งออกไป แล้วให้ระบบราชการเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจในท้องถิ่นต่าง ๆ แทน ส่งผลให้พรรคการเมืองอ่อนแอตามไปด้วย

“ดังนั้น ความหวังของประชาธิปไตยคือ การเลือกตั้ง และการที่คนรุ่นใหม่ออกมาแสดงออกทางการเมือง ขอทุกคนอย่าเพิ่งท้อถอยกับคุณค่าประชาธิปไตย เพราะเราเพิ่งเริ่มต้น” เวียงรัฐกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สำนักพิมพ์มติชน