เปิด 5 วิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคใหญ่ได้เปรียบ พรรคเล็กตายเรียบ
ในช่วงที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าสู่ช่วง 7 วันสุดท้าย “กติกาเลือกตั้งใหญ่” ที่จะใช้ในการเลือกตั้งระดับประเทศ ก็จวนจะเสร็จเรียบร้อย เห็นโครงร่างชัดเจนขึ้นอีกระดับ
จากกติกาการเลือกตั้ง 2560 เป็นบัตรใบเดียว กาครั้งเดียวได้ทั้ง ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
มาสู่กติกาเลือกตั้งใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แก้ไขเพิ่มเติมไปก่อนหน้านี้ เปลี่ยนมาสู่บัตร 2 ใบ คือ ใบแรก ประชาชนเลือก ส.ส.เขต ใบที่สอง เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็น “กติกา” ที่คนคุ้นเคย ใช้ในตอนเลือกตั้ง ปี 2554 2548 2554
และปรับตัวเลข ส.ส. จาก ส.ส.เขต 350 คน มาเป็น 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จาก 150 คน เป็น 100 คน
ทั้งนี้ สำหรับการนับคะแนนของ ส.ส.เขต ประชาชนเทคะแนนให้ใครเป็นอันดับ 1 ก็ได้เป็น ส.ส. แต่ที่ยังติดปัญหาคือ สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งจะต้องแก้ไขในระดับของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ “กฎหมายลูก”
ซึ่งล่าสุด 12 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่. …) พ.ศ. … ที่มี หมอตี๋ “สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สาธารณสุข จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้ข้อสรุปเรื่องสูตรคำนวณ ส.ส. ในส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีสิทธิจะใช้ในการเลือกตั้งต่อไปแล้ว
โดย กมธ.มีมติเสียงข้างมาก 32 ต่อ 11 โดยใช้สูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบใช้ตัวเลข 100 มาหาร เพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้
โดยยึดสูตรคำนวณ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่งให้คณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐสภา เป็นร่างหลัก
การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ กมธ.เสียงข้างมาก 32 เสียง ได้มีมติเห็นชอบ อยู่ในมาตรา 23 ของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กมธ.กำลังพิจารณากันอยู่ โดยขั้นตอนในการคิดหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามสูตรใหม่ในมาตรา 23 มีด้วยกัน 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ
ขั้นตอนที่ 2 ให้นําคะแนนรวมจากขั้นที่ 1 หารด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้ให้ถือเป็น “คะแนนเฉลี่ย” ต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคน
ขั้นตอนที่ 3 ในการคํานวณหาจํานวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับ ให้นําคะแนนรวมบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น ๆ มาหารด้วย “คะแนนเฉลี่ย” ตามขั้นตอนที่ 2
เช่น พรรค ก.คะแนนบัญชีรายชื่อได้เท่าไหร่ ก็นำคะแนนมาหารด้วย “คะแนนเฉลี่ย” ตามขั้นตอนที่ 2 ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ได้ เฉพาะส่วนที่เป็น “จํานวนเต็ม” คือจํานวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ
ขั้นตอนที่ 4 ถ้า ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ทุกพรรครวมกันแล้วยัง มีไม่ครบจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนในสภา ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษ โดยไม่มีจํานวนเต็มและพรรคการเมืองที่มีเศษหลังจากการคํานวณตามขั้นที่ 3 เรียงลำดับว่า พรรคใดมี “เศษ” มากที่สุด
ก็ให้ได้รับจํานวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 1 คนเรียงตามลําดับ จนกว่าจะมี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกัน ครบจํานวน 100 คน
ขั้นตอนที่ 5 ในการหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ครบ 100 คน ตามขั้นตอนที่ 4 ถ้าพรรคการเมืองใดมีเศษ “เท่ากัน” และจะทําให้จํานวน ส.ส.บัญชีรายชื่อเกินจํานวน 100 คน ให้ตัวแทนของพรรคการเมือง ที่มีเศษเท่ากันจับสลากตามวันและเวลาที่คณะกรรมการกําหนด เพื่อให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อครบจํานวน
ให้ถือว่าผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมือง ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับตามผลการคํานวณ ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลําดับหมายเลข ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนครบจํานวน เช่น พรรค ก. ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 คน คนที่เป็น ส.ส.ก็จะอยู่ในลำดับ 1-20
แต่ต้องไม่เกินจํานวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ เท่าที่มีอยู่ในแต่ละบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่พรรคการเมืองนั้นได้ส่งสมัคร
จํานวนที่ยังขาดอยู่ให้เป็นไป ตามมาตรา 83 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทําให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อมีจํานวนไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่)
นี่คือสูตรการคิดคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ กมธ.ตกผลึก หลัง กมธ.พิจารณาครบทุกมาตรา จากนั้นจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อในวาระ 2 และ วาระ 3
เป็นสูตรคำนวณที่ใช้กันมาในการเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ได้อันดับสอง ขณะที่พรรคเล็กปัดเศษ 1 เสียงแบบปัจจุบันไม่มีทางเกิด เป็นสูตรที่ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบแต่ปิดประตูพรรคเล็ก